านเหยาแสดงสีหน้าสงสัย
ชายหนุ่มจึงพยักหน้าตอบ “มี”
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินได้เดินมาถึงด้านข้างกำแพง เขาคลำหาบางอย่างก่อนจะพูดขึ้นมา “ก้อนหินเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยกัน และต้องทำให้มีความมั่นคงโดยใช้อักขระยันต์บางอย่าง ดังนั้นเพียงแค่หาอักขระยันต์เหล่านั้นให้เจอ ทำลายทิ้งเสีย ก็จะสามารถมองเห็นทางเข้าได้”
หนาเหยาไม่เข้าใจสิ่งที่อาจารย์พูดเท่าใดนัก แต่นางยังคงมองดูอย่างเงียบ ๆ
จนกระทั่งเขาทำอันใดบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก็หาทางเข้าเจอ เมื่อปลดปล่อยอักขระยันต์แล้วก็ปรากฏประตูบานหนึ่งออกมา
แต่ด้านหลังของประตูนี้เป็นที่มืดสลัว หนานเหยาจึงรู้สึกกังวลขึ้นมา ไม่รู้ว่าควรจะเข้าไปหรือไม่ ทว่าลู่เฉินกลับดูนิ่งเฉย จ้องมองไปยังประตูบานนี้พลางเอ่ยออกมา “เจ้าเข้าไปอยู่ในสมบัติวิญญาณของเข้าดีกว่า”
เมื่อพูดจบ เขาก็นำ ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ ออกมาเพื่อให้นางเข้าไป หลังจากหนานเหยาก้าวเข้าไปแล้วจึงกลายเป็นอาวุธที่ถูกโจมตี
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ลู่เฉินจึงก้าวเดินเข้าไปอย่างไม่สนใจใด ๆ
แต่ชายหนุ่มได้เตรียม ‘กระจกนภาวิญญาณ’ ไว้ เมื่อเกิดอันตรายใดก็จะใช้สมบัติวิญญาณนี้ทันที เพื่อคุ้มครองตนเองไม่ให้เกิดความเสียหายใด ๆ
ทว่าเมื่อเข้าไปแล้ว ด้านในกลับเป็นหมอกควันสีม่วงหนาทึบอยู่
“เป็นไอมารทั้งหมด?” เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่เฉินจึงแปลกใจ เพราะภายในหอคอยนี้มีไอมารหนาแน่น ทั้งยังไม่ใช่พลังปราณอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น