าสร้างปัญหาในแดนศักดิ์สิทธิ์ของข้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อแดนศักดิ์สิทธิ์ของข้าแล้ว ดังนั้นเจ้าจึงมีทางเดียว! และยังเป็นทางตายอีกด้วย!” บุตรศักดิ์สิทธิ์ตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
ลู่เฉินกลับฉีกยิ้ม “อันใดนะ? คิดว่าตนมีรากวิญญาณสามดาว แล้วจะร้ายกาจมากหรือ?”
ทุกคนอ้าปากค้างเมื่อได้ยินเช่นนี้
“รากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์!!”
“ทั้งยังสามดาว!”
“ที่แท้บุตรศักดิ์สิทธิ์ก็ทรงพลังมาก!”
“มีข่าวลือว่าคนที่มีรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ทรงพลังมากกว่ารากวิญญาณสวรรค์ระดับเก้าดาวเป็นสิบเท่า ยิ่งไปกว่านั้น บุตรศักดิ์สิทธิ์มีรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับสามดาว!”
…
หนานเหยาก็หวาดกลัวเช่นกัน นางรีบหันมองไปที่อาจารย์ของตนเอง “ท่านอาจารย์! นี่มัน…”
“รากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับเก้าดาว ข้าเห็นมามากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงรากวิญญาณระดับสามดาว” ลู่เฉินเอ่ยอย่างเหยียดหยาม แต่ไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขา ถึงอย่างไรเสียในมหาทวีปจิ่วโหยวก็ไม่เคยมีรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับเก้าดาวปรากฏตัวในช่วงไม่กี่พันปีที่ผ่านมา นับประสาอะไรกับคำว่าเห็นมามากแล้ว
แต่ผู้คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ยอมจำนนต่อลู่เฉิน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าถามอีกฝ่าย
หนานเหยามองไปที่ลู่เฉินด้วยความประหลาดใจและพูดว่า “ท่านอาจารย์ ท่านเคยเห็นมามากแล้วจริงหรือ?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” ชายหนุ่มยิ้ม แต่หนานกงมู่เย้ยหยันว่า “ลู่เฉิน อย่าเสแสร้ง วันนี้คือวันตายของเจ้า!”
“เสแสร้ง? ข้าต้องทำด้ว