้ที่ซ่อนตัวอยู่ในพระราชวังไร้หน้า ให้พวกเขาทำสิ่งที่ควรทำ” นักบุญหญิงมีสีหน้าเย็นชา
“ข้าปิดเส้นทางนี้แล้ว ถ้าอยากกลับไปก็มีเพียงต้องใช้วิธีอื่น แต่คงต้องใช้เวลาสักหน่อย” ผู้อาวุโสกระดูกอธิบาย
“เช่นนั้นก็ไปเถิด”
จากนั้นผู้อาวุโสกระดูกจึงได้จากไป
นักบุญหญิงขมวดคิ้ว “นั่นเจ้าหรือ? จอมมารลู่ผู้ยิ่งใหญ่!”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นักบุญหญิงก็เรียกโหย่วหลง และหลังจากที่โหย่วหลงปรากฏตัว เขาก็มองไปที่รูปปั้นหิน ก่อนจะพูดด้วยความเคารพว่า “นักบุญหญิง”
“คุณชายเป่ยโหว มีข่าวอันใดหรือไม่?” นักบุญหญิงถามอย่างเย็นชา
“ข้าสั่งการไปแล้วว่าถ้ามีข่าวอันใด พวกเขาจะแจ้งให้ทราบทันที” โหย่วหลงรายงาน ส่วนนักบุญหญิงที่ได้ยินก็ถามว่า “พ่อหนุ่มคนนั้นอยู่ที่ใด? เจ้าจับตาดูเขาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เจ้าหมายถึงสำนักเก้าสุขสงบหรือ?”
“ใช่!”
“หลังจากที่เขาสร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่ในนครทักษิณา เขาก็หายตัวไปอย่างไรร่องรอย” โหย่วหลงรายงานอย่างตรงไปตรงมา แต่เขากลับมีความกังวลใจเล็กน้อย ราวกับกลัวว่านักบุญหญิงจะรู้อันใดอย่างไรอย่างนั้น
นักบุญหญิงพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ไม่มีอันใดน่าสงสัยเกี่ยวกับภูมิหลังของพ่อหนุ่มคนนี้หรือ?”
“ข้าเคยตรวจสอบมาก่อน เขาเป็นคนตระกูลลู่”
“แล้วตระกูลลู่คนอื่น ๆ เล่า? เจ้าหาพวกเขาเจอหรือไม่?”
“บางส่วนอยู่ที่สำนักเก้าสุขสงบ ส่วนพ่อของพ่อหนุ่มนั่น เขาหายตัวไปแล้ว และเราไม่รู้ว่าไปไหน” โหย่วหลง