เถ้าแก่เนี้ยก็เก็บสุราในมือของนางพลางจ้องมองไปที่ลู่เฉินและพูดแปลก ๆ ว่า “เหตุใดเขาจึงไม่กลัวปราณปีศาจ?”
ชายชรากวาดพื้นและทุกคนก็ต้องการทราบคำตอบนี้ แต่ไม่มีใครอธิบายให้พวกเขาฟัง ทั้งหมดจึงทำได้เพียงเฝ้ามองลู่เฉินเดินไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีรอยแยกอยู่
รอยแยกนี้ไม่ใช่รอยแยกธรรมดาที่เคยเห็นในสุสานราชวงศ์หนานโยวเมื่อครั้งก่อน
ดังนั้นลู่เฉินจึงไม่กล้าที่จะสัมผัสมันด้วยมือของเขา แต่กลับจ้องมองที่รอยแยกนั้นครู่หนึ่งแล้วพึมพำว่า “ดูเหมือนรอยแยกนี้จะเชื่อมโยงโลกอื่นเข้าด้วยกันจริง ๆ”
แต่หลังจากครุ่นคิดแล้ว เขาก็พบว่ารอยแยกไม่เสถียรพอที่จะใช้เป็นช่องทาง ดังนั้นปีศาจธรรมดาจากโลกอื่นจึงไม่กล้าออกมาตามต้องการ
และเพราะลู่เฉินอยากรู้เเรื่องรอยแตกจากปากปีศาจนั่น เขาจึงเดินออกไป
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกลับมาโดยไม่เป็นอันใดเลย ทั้งสามคนก็มองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ
ลู่เฉินมองไปที่หวังอวี่แล้วสั่งว่า “หาสถานที่หนึ่ง แล้วข้าจะบีบให้เจ้าปีศาจนั่นออกมา”
“มีวิธีจริง ๆ หรือ?” หวังอวี่ยังคงคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ แต่ลู่เฉินพูดพลางยิ้มออกมา “เชื่อข้าเถอะ แค่หาสถานที่ที่ไม่มีใครรบกวนก็พอ”
หวังอวี่มองไปที่ชายชรากวาดพื้น ชายชราจึงพูดขึ้นว่า “ข้ารู้จักที่แห่งหนึ่ง”
หลังจากพูดจบ ชายชรากวาดพื้นก็พาทุกคนไปที่ห้องโถงไร้ผู้คน “นี่คือที่ที่ข้าฝึกฝน ไม่มีใครเข้ามาที่แห่งนี้ได้”
ลู่เฉินมองไปที่ห้องโถงและยิ้มออ