วี่กับเถ้าแก่เนี้ยต่างก็คิดว่าลู่เฉินต้องเจอปัญหาเป็นแน่ ทั้งสองจึงรวบรวมสมาธิ แต่บรรดาศิษย์ที่เฝ้ามองดูอยู่รอบ ๆ กลับหัวเราะขึ้นมา
“ดูสิ เจ้าหนุ่มนี่ช่างกล้าหาญยิ่งนัก”
“ใช่!”
“หรือเจ้าหนุ่มผู้นี้จะไม่รู้จักค่ายกลของที่นี่ แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดที่แข็งแกร่งก็ยังไม่กล้ามาก่อความวุ่นวายมิใช่หรือ?”
“คาดว่า… เขาอาจจะคิดว่าตนเองเก่งกาจมากกระมัง!”
“เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานคนหนึ่ง จะเก่งเพียงไหนเชียว?”
…
แต่เพียงไม่นาน ทุกคนก็ต้องตกตะลึงขึ้นมา เพราะว่าดูเหมือนว่าลู่เฉินจะเข้าไปยังเขตแดนที่ไร้ผู้คน และผ่านค่ายกลเข้าไปได้อย่างง่ายดาย จนเดินมาถึงที่ซึ่งแมลงนิทราเฒ่ากำลังเอนนอนอยู่พลางกล่าวขึ้นมา “หวังว่าเจ้าจะทำตามที่พูดเอาไว้เมื่อครู่!”
เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจแมลงนิทราเฒ่าผู้นี้อีกต่อไป เขาเดินตรงไปยังสถานที่ที่ปกคลุมไปด้วยผืนหญ้าด้านหน้าต่อไป
แมลงนิทราเฒ่าตกตะลึง จากนั้นจึงนำไม้กวาดออกมาและกวาดลงไปบนพื้น พลันเกิดแสงสีเขียววงกลมสว่างขึ้นมา ล้อมลู่เฉินไว้ เมื่อชายหนุ่มเห็นเช่นนี้ก็แย้มยิ้มออกมา “อันใด? จะกลับคำพูดหรือ?”
“หาใช่กลับคำ เพียงแค่มีคำถามอยากถามเจ้า!” แมลงนิทราเฒ่ามองไปยังลู่เฉิน ขณะมายืนอยู่ข้างกายเขาแล้วพูดขึ้นมา ส่วนหวังอวี่กับเถ้าแก่เนี้ยได้แต่มองด้วยความแปลกใจ
ลู่เฉินยิ้มพลางเอ่ยถาม “คำถามใดหรือ?”
“เจ้ามาทำอะไรที่แท่นบูชาแห่งนี้?”
“เหมือนว่าข้า… จะไม่ม