กมาเถอะ ราคาเท่าใด” ชายหนุ่มมองเสี่ยวเอ้อร์ด้วยรอยยิ้ม และเสี่ยวเอ้อร์ก็พูดอย่างกระอักกระอ่วนว่า “คงต้องถามเถ้าแก่เนี้ยของเรา!”
“อ้อ? งั้นให้นางมา” ลู่เฉินสงสัยว่าเพราะเขาเป็นคนนอกหรือไม่ คนที่นี่จึงไม่ให้สุราแก่เขา
เสี่ยวเอ้อร์จึงเอ่ยอย่างขออภัยว่า “เช่นนั้นข้าจะไปถาม”
จากนั้นเสี่ยวเอ้อร์ก็จากไป ลู่เฉินจึงติดต่อไปหาอีกสามคน
ทว่าทั้งสามคนนั้นได้สุราไปแล้ว เพราะหากพวกเขาไม่ดื่ม มันก็จะถูกเก็บไปทันที แต่หลังจากที่ทั้งสามดื่มแล้ว ลู่เฉินก็ขาดการติดต่อกับพวกเขา
สิ่งนี้ทำให้เขาพลันมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา “นี่เป็นสุราอันใดกัน แม้แต่อักขระยันต์หุ่นเชิดก็ไม่ได้ผล?”
ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ ที่นั่งชั้นพิเศษ เพียงเพื่อจะพบว่าที่นั่งชั้นพิเศษเหล่านั้นว่างเปล่า และไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้นแม้แต่คนเดียว และเสี่ยวเอ้อร์เหล่านั้นที่อยู่ตรงทางเดินก็ถามลู่เฉินว่าต้องการจะทำอันใด
ลู่เฉินมองพวกเขาพลางถามว่า “สามคนที่มากับข้าอยู่ที่ไหน?”
“พวกเขาจากไปแล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์พูดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ในขณะที่ลู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเขาจะแจ้งให้ข้าทราบหากพวกเขาจะไป”
“นี่ พวกข้าไม่รู้จริง ๆ ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ส่ายหน้า
ลู่เฉินตกอยู่ในห้วงความคิด และหลังจากมองไปรอบ ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่า “มิน่าเล่า ที่แท้ก็มีค่ายกลที่น่าสนใจซ่อนอยู่ล้อมรอบไม่น้อยสินะ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงดังขึ้น “ใครต้องการพบข้า?”
ครั้น