างอย่างขึ้นมาว่า “ออกมา”
ร่างงดงามราวกับสตรีผู้หนึ่งก็พลันปรากฏตัวออกมา
“ตามไป คอยช่วยเหลือเขาอย่างเงียบ ๆ” พระสนมอู่จ้องมองเฮยเม่ย อีกฝ่ายจึงขานรับว่า “เจ้าค่ะ”
เพียงไม่นาน เฮยเม่ยผู้นี้ก็หมุนตัวออกไปและหายไปราวกับภูตผี
พระสนมอู่เอ่ยขึ้นมาด้วยแววตาเย็นชา “ข้าไม่เชื่อว่าจะจัดการเจ้าไม่ได้!”
…
ลู่เฉินที่อยู่ภายในจวนของหนานลัวไม่รู้ว่าคนพวกนี้กำลังคิดทำสิ่งใด แต่ตนกลับยังพินิจพิเคราะห์แผนที่นั้นอยู่ “แผนที่ลับแดนทักษิณา… มีที่มาที่ไปอย่างไรกันนะ?”
เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็พบว่า นอกจากบนภาพนี้จะมีพลังปราณที่หนาแน่นแล้ว กลับไม่พบสิ่งอื่นอยู่เลย
ในขณะนั้นเอง เขาสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวแปลก ๆ จากยันต์หุ่นเชิดของหลัวซา
ลู่เฉินนั่งลงและหลับตาลงทันที ท่ามกลางความมืดที่อยู่ตรงหน้านั้น เมื่อเชื่อมต่อตนเองผ่านยันต์หุ่นเชิดแล้วจึงได้เห็นเงาจำนวนหนึ่ง และเงาเหล่านั้นก็คือหลัวซา
หลัวซากล่าวทักทายขึ้นมาว่า “นายท่าน”
“ว่ามาเถิด เกิดเรื่องใดขึ้น?”
หลัวซารายงานว่า “คนของข้าที่อยู่ในแดนทักษิณาพบร่องรอยของคนจากวังเหมันต์สงัด และดูเหมือนกับว่าคนพวกนั้นกำลังสืบหาร่องรอยของท่าน”
“โอ้? วังเหมันต์สงัดกำลังตามหาข้างั้นหรือ?”
“ใช่ อีกทั้งพวกเขายังมีการติดต่อกับบรรดาขุนนาง” หลัวซาอธิบาย และเมื่อลู่เฉินได้ฟังเช่นนั้นจึงคลี่ยิ้มออกมา “ตรวจสอบให้ข้าที พวกเขามีการร่วมมือกับขุนนางกี่คน”
“ขอรับ” หลัวซาข