ว่านางจะให้คนจากสำนักไสยมนต์ดำไปจัดการกับเขาได้”
ว่านฉงหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ขอเพียงแค่มีโอกาส เจ้านั่นจะตายโดยไร้ข้อกังขาใด ๆ!”
ตู๋เหล่าลิ่วพยักหน้า ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าเพียงอีกครู่หนึ่งกระดิ่งที่ถูกจัดวางไว้โดยรอบนั้น จู่ ๆ ก็เกิดเสียงดังขึ้นมา ว่านฉงหยางจึงรู้สึกตกใจขึ้นมา “ไม่ได้การแล้ว มีคนบุกเข้ามาที่นี่!”
“ผู้ใดกัน?” ตู๋เหล่าลิ่วหวาดกลัวขึ้นมา
ว่านฉงหยางรีบมายังด้านข้างกำแพงทันที จากนั้นจึงพบว่ารอบด้านมีค่ายกลม่านป้องกันปกคลุมอยู่ เพื่อป้องกันให้ทั้งสองอยู่ภายในนี้
เมื่อค่ายกลเริ่มทำงานขึ้นในตอนแรก ลู่เฉิน หนานเหยา รวมทั้งหนานลัวก็ปรากฏตัวออกมา
“พวก… พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่!?” ว่านฉงหยางมีสีหน้าเปลี่ยนไป หนานเหยาจึงยิ้มพลันเอ่ยออกมาว่า “ไม่มีผู้ใดที่อาจารย์ของข้าจะหาไม่เจอ!”
เมื่อว่านฉงหยางได้ยินคำดังกล่าว เขาก็รีบหันหน้าไปมองลู่เฉินด้วยแววตาโกรธเคือง “เจ้า!”
ลู่เฉินหัวเราะออกมา “ยังคิดจะหนีอีกหรือไม่?”
ว่านฉงหยางโกรธจนกัดฟันกรอด ทว่าตู๋เหล่าลิ่วกลับหวาดกลัวขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อเห็นลู่เฉินในตอนนี้ก็ดูราวกับว่ามีเงาอะไรบางอย่าง เป็นเพราะวิญญาณที่เหลืออีกหลายส่วนของตนยังอยู่ที่ลู่เฉิน ดังนั้นตนจึงรู้สึกไม่ดีนัก
หนานลัวมองไปยังพวกเขาแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าหนีไม่พ้นแล้ว ยอมจำนนแต่โดยดีเสียเถิด!”
ว่านฉงหยางกลับตะคอกออกมา “ยังมีกองกำลังระดับสูงแปดดาวอยู่ที่นี่ อย่าว่าแ