ขาว่าช่วงนี้เกิดอันใดขึ้นบ้าง” คำพูดของจักรพรรดิททำให้ทุกคนเลิกถาม ส่วนพระสนมอู่ก็เริ่มเอ่ยชมว่า “ฝ่าบาททรงเป็นห่วงบ้านเมือง และทรงห่วงใยพสกนิกรยิ่งนัก!”
“เอาล่ะ ออกไปเถิด!” จักรพรรดิตรัสสั่ง ส่วนหนานลัวก็ได้เดินมาหยุดอยู่ข้างกายว่านฉงหยางทันที ก่อนจะจับกุมเขาไว้ จากนั้นก็มองไปที่หนานเหยาและลู่เฉินแล้วเอ่ยว่า “ไปกันเถอะ”
หนานเหยากลับรู้สึกไม่พอใจ “ข้าว่านะฝ่าบาท เหตุใดท่านจึงตระหนี่นัก?”
“ตระหนี่?” จักรพรรดิตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เขาจ้องมอง ‘คุณย่า’ ของตนด้วยความสงสัย
“ท่านอาจารย์ของข้ารักษาเจ้าแล้ว แต่เจ้าไม่คิดตบรางวัลให้เขาสักหน่อยหรือ?” หนานเหยาเอ่ยอย่างดูถูก ขณะที่จักรพรรดิตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วจึงยิ้มออกมา “ข้าจะให้รางวัลแก่เขาด้วยตนเองในสามวันให้หลัง ถึงยามนั้นพวกเจ้าต้องมานะ”
เมื่อหนานเหยาได้ยินเช่นนี้ นางก็พูดด้วยความพึงพอใจว่า “นั่นก็ไม่เลว”
หลังจากกล่าวจบ หนานเหยาก็หันหลังกลับและจากไปพร้อมกับลู่เฉินและคนอื่น ๆ ในขณะที่ว่านฉงหยางยังคงตะโกนว่า “ฝ่าบาท! ข้า ข้าไม่ได้ทำร้ายพระองค์!”
แต่องค์จักรพรรดิไม่คิดฟังคำ ส่วนพระสนมอู่เพียงยืนขึ้นและพูดด้วยความเคารพว่า “ฝ่าบาท พระองค์เพิ่งหายจากอาการประชวร ดังนั้นทรงพักผ่อนให้มากขึ้นเถิดเพคะ!”
“อืม ออกไปเถิด”
พระสนมอู่ออกไปด้วยความเคารพนอบน้อม แต่เมื่อพ้นประตูไป สีหน้าของนางก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที ก่อนที่สีหน้านั้นจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ขณะท