ี่เซวียจินจ้องมองจักรพรรดิด้วยความเคารพและกล่าวว่า “ฝ่าบาท มีรับสั่งอันใดอีกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ไปบอกกล่าวคำเหล่านี้กับคนพวกนั้น”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” เซวียจินเดินออกไปจัดการทันที ส่วนองค์จักรพรรดิเพียงจ้องมองเกราะการรักษาและพึมพำกับตนเองว่า “หมอเทวดาผู้นี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ!”
ขณะที่จักรพรรดิกำลังพึมพำ หนานเหยาก็เอ่ยเย้ยหยันว่านฉงหยางที่ทางเดินว่า “ไม่ว่าเจ้าจะตะโกนดังแค่ไหนก็ไม่มีใครสนใจเจ้าหรอก”
“เจ้า!” ว่านฉงหยางโกรธจนแทบเสียสติไปแล้ว
หนานเหยายังคงพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “สิ่งนี้เรียกว่าให้ทุกข์แก่ท่านทุกนั้นถึงตัว!”
“ทางที่ดี เจ้าไม่ควรคิดแตะต้องข้า ไม่เช่นนั้นเจ้าจะเสียใจเป็นแน่!” ว่านฉงหยางไม่ลืมที่จะขู่ แต่หนานเหยาจะกลัวคำกล่าวนี้ได้อย่างไร หลังจากที่ว่านฉงหยางตะโกนต่อไปอีกครู่หนึ่ง เขาก็เงียบลง และยังสงบลงมากอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลู่เฉินรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี ส่วนทหารยามที่ลาดตระเวนอยู่ใกล้ ๆ ต่างก็สงสัยว่าเกิดอันใดขึ้นกับว่านฉงหยาง และเหตุใดหนานลัวจึงจับกุมเขาออกมา
หนานลัวที่ลากว่านฉงหยางออกไปนอกพระราชวังก็ได้โยนเขาเข้าไปในรถม้า และลู่เฉินที่อยู่ในรถม้าก็จ้องเขม็งมองไปที่ว่านฉงหยาง
ครู่ต่อมา จู่ ๆ หนานเหยาพลันรู้สึกวิงเวียนขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ข้าเป็นอันใด…”
หลังจากนั้น หนานเหยาก็เป็นลมหมดสติไป ส่วนหนานลัวนั้นทนได้เพียงชั่วครู่ก่อนจะล้มตามไปเช่นกัน
ว่านฉงหยางกล่าวเสียง