หตุใดจึงไม่ฝึกฝนต่อ เจ้าออกมาทำสิ่งใดกัน?”
หนานเหยาครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยตอบ “พี่แปดของข้าอยากพบท่าน”
“พบข้า?” ลู่เฉินมีสีหน้าสงสัย หนานเหยาจึงอธิบายอย่างลำบากใจ “พี่แปดของข้าได้ยินเรื่องที่ท่านต่อสู้กับหลาย ๆ สำนัก และทำให้สำนักพวกนั้นพ่ายแพ้ไปได้ ดังนั้นจึงอยากจะคุยกับท่านเสียหน่อย”
ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัยทันที “เขาอยากคุยเรื่องใดกับข้า?”
“ลองไปดูท่านก็จะรู้เอง” หนานเหยามองลู่เฉินด้วยรอยยิ้ม ลู่เฉินที่วางแผนไว้ว่าจะเดินทางไปยังสุสานจักรพรรดิแห่งแดนทักษิณาก็หยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับไปว่า “เขาอยู่ที่ใด?”
“หากท่านตกลง ข้าจะพาเขามา”
“ไม่ต้อง ข้าจะไปหาเอง”
หนานเหยาพลันสงสัย “อาจารย์ ท่านยินดีที่จะไปหาเขาเองหรือ?”
“ข้ามีบางอย่างต้องทำ จำเป็นต้องไปแดนทักษิณาอยู่แล้ว” ลู่เฉินรู้ว่าแดนทักษิณาคือเมืองหลักของราชวงศ์หนานโยว ดังนั้นเขาจึงตอบหนานเหยาไปเช่นนั้น แต่หนานเหยากลับเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “อาจารย์ เหตุใดท่านต้องไปยังแดนทักษิณาด้วย?”
“เหตุใดเจ้าจึงถามมากมายเช่นนี้?” ลู่เฉินกลอกตา ทำให้หนานเหยาเผยยิ้มแห้งแล้วกล่าวว่า “ข้าเพียงแค่สงสัยเท่านั้น”
“พูดมาเถิดว่าเขาอยู่ที่แดนทักษิณาหรือไม่?”
“ใช่ อยู่สำนักผู้ตรวจการที่แดนทักษิณา!”
ลู่เฉินพยักหน้า “ได้ ข้าจะไปหาเขาเดี๋ยวนี้!”
“เหตุใดจึงเร่งรีบเช่นนี้?” หนานเหยารู้สึกว่าปกติอาจารย์ของตนไม่ได้พูดง่ายเช่นนี้ แต่จู่ ๆ ตอนนี้กลับดูเร่งรีบ จึงท