ัก!” ฉินเทียนเลี่ยยังคงคิดว่าลู่เฉินเพียงพูดโอ้อวดเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็มองลู่เฉินด้วยสายตาดูถูก
แต่ลู่เฉินกลับเดินตรงไปยังด้านหน้าเขตแดน จากนั้นก็ขยับตัวอยู่เพียงไม่กี่ก้าว เพียงเท่านี้ก็สามารถทะลุผ่านเขตแดนมาได้
ฉากนี้ทำให้ทุกคนต่างพากันตกตะลึงจนไม่กล้าเชื่อว่าลู่เฉินจะสามารถเข้ามาได้จริง ๆ
ฉินเทียนเลี่ยหวาดกลัวจนตะโกนสั่งทุกคนว่า “ถอย!”
ทว่าลู่เฉินกลับรีบเดินหน้าต่อไปทันที และเดินไปรอบ ๆ เขตแดนนี้ อีกทั้งยังสัมผัสเข้าถึงบางสถานที่
ฉินเทียนเลี่ยที่เห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าคิดทำอันใด?”
“เปลี่ยนผนึกนี้เสียหน่อย ทำให้พวกเจ้าไม่สามารถออกไปได้!”
ทุกคนไม่เชื่อ ทว่าผลลัพธ์นั้นก็คือทุกคนไม่สามารถออกไปได้จริง ๆ โดยเฉพาะฉินเทียนเลี่ยที่แม้จะโจมตีไปยังเขตแดนนี้แต่กลับไร้ประโยชน์ และไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถทำลายเขตแดนนี้ได้!
เมื่อคนอื่น ๆ เห็นเช่นนั้น พวกเขาจึงเริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
ฉินเทียนเลี่ยตะโกนบอกทุกคนว่า “ทุกคนร่วมมือกันฆ่าเขา!”
ทุกคนเองก็คิดเช่นนั้น แต่การป้องกันของลู่เฉินเมื่อครู่นี้น่ากลัวเกินไป และสัตว์อสูรวิญญาณนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรลู่เฉินได้ ทำให้ทุกคนต่างก็ค่อย ๆ เสียกำลังใจไป
ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้าลงมือ ราวกับว่าต่างก็ยอมแพ้ไป ฉินเทียนเลี่ยจึงตะโกนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งว่า “พวกเจ้าทำสิ่งใดกัน?”
“เจ้าสำนัก พวก… พวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา!”
“ใช่ เจ้