็นคนผู้นั้น เขาก็กล่าวแสดงความเคารพออกมา “เจ้าสำนัก”
“เจ้าคือผู้ที่ขโมยวิชาของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์แล้วหนีไป จากนั้นไปยังสำนักเก้าสุขสงบ แล้วยังกลับมาแก้แค้น?” ฉินเทียนเลี่ยกล่าวดูถูก แต่เมื่อชายหนุ่มได้ยิน เขากลับยิ้มพลางเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าเรื่องที่สำนักเล็ก ๆ ของเจ้าใส่ร้ายข้า …เจ้าก็รู้เช่นกัน!”
ผู้คนรอบ ๆ ต่างสงสัยว่าสองคนนี้คุยเรื่องใดกัน ขณะที่ฉินเทียนเลี่ยเบิกตากว้างด้วยความโกรธ “เจ้าพูดว่าสำนักเล็ก ๆ พูดให้ร้ายเจ้างั้นหรือ?!”
“หรือว่าไม่ใช่?”
“เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเจ้าขโมยไป ยังจะพูดว่าถูกพูดจาให้ร้ายอีกงั้นหรือ? ช่างน่าขันนัก!” เห็นได้ชัดว่าฉินเทียนเลี่ยมั่นใจว่าลู่เฉินคือผู้ที่ขโมยไปจริง ๆ
“ดูเหมือนว่าอธิบายกับเจ้าไปก็คงจะไม่เข้าใจสินะ”
“พ่อหนุ่ม ถ้าหากไม่อยากตาย ข้าแนะนำให้เจ้ารีบยอมแพ้และสำนักผิดซะ!” ฉินเทียนเลี่ยแสดงท่าทีหยิ่งผยอง เขากวัดแกว่งทวนในมือไปมา ทำให้เกิดลูกไฟสว่างวาบไปรอบทิศ และได้ยินเสียงพยัคฆ์คำรามดังมาจากหมอกหนา
เมื่อได้ยินเสียงคำราม ลู่เฉินก็เผยยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะทำสัตว์วิญญาณกัน!”
“ใช่! สัตว์สวรรค์ห้าดาว! พยัคฆ์อัคคีเพลิง!” ฉินเทียนเลี่ยกล่าวอย่างพึงพอใจ แต่ลู่เฉินดูไม่ใส่ใจนัก “ข้าไม่สนใจว่าพวกเจ้าจะเลี้ยงอะไร ตอนนี้ข้ามีเพียงทางเลือกเดียวที่จะมอบให้พวกเจ้าเท่านั้น!”
“ทางเลือกให้พวกข้า? ช่างน่าขันนัก!” ฉินเทียนเลี่ยรู้สึกว่าลู่เฉินทะนงตัวเกินไป