่อเข้าไปแล้วจะหลงทางได้ง่าย หรือไม่ก็อาจไม่สามารถออกมาได้และกลายเป็นคนเสียติไป”
คนอื่น ๆ ต่างก็พูดสนับสนุน
แต่ลู่เฉินกลับไม่สนใจ “มันก็แค่ค่ายกลเท่านั้น”
“แต่ด้านในมักจะเกิดเสียงประหลาดดังออกมาอยู่เสมอ” ซือตู๋เทียนตอบ ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็แสดงท่าทางหวาดกลัวต่อเสียงประหลาดที่ได้ยินเช่นกัน
ทว่าลู่เฉินไม่ได้สนใจ “เรื่องเล็กน้อย”
ลู่เฉินเอ่ยจบก็เดินเข้าไปภายใน และหายตัวไปท่ามกลางผืนหมอกหนา
ทุกคนต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น
ขณะนั้นเอง ท่ามกลางหมอกหนาแห่งนี้ก็ได้มีเสียงของภูตผีร้องไห้และหมาป่าเห่าหอนดังออกมาเป็นระยะ ทำให้ทุกคนพากันหวาดกลัวจนต่างก็ถอยห่างออกมา
“นี่มัน… เกิดอะไรขึ้น?” มีคนหนึ่งถามขึ้นมา
และก็มีบางคนที่รู้สึกแปลกใจ “คงไม่ได้มีปีศาจอะไรใช่หรือไม่?”
“แต่เสียงนี้ ช่างน่ากลัวนัก!”
“ยังมีนี่อีก …เสียงระฆัง!”
เสียงระฆังเหง่งหง่างที่ดังขึ้นทำให้ทุกคนรู้สึกสับสน จนอยากที่จะไปดูว่าภายในนั้นเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่
ทางด้านลู่เฉินที่ยืนอยู่ในนั้น เขากำลังมองดูระฆังสีทองที่ลอยอยู่ตรงหน้า อีกทั้งรอบ ๆ ระฆังทองนี้ยังมีเงาของปีศาจนับไม่ถ้วนล้อมรอบอยู่
“ผู้ใดกัน!” จู่ ๆ ก็มีเสียงของชายชราผู้หนึ่งดังออกมาจากระฆังทอง
ลู่เฉินยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ขั้นพลังไม่เบาเลย”
“ข้าถามเจ้าว่าเจ้าคือผู้ใดกัน!” น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยถามขึ้นมา
“ข้ามาตามหาศาสตราวุธวิถีมารที่นี่”
เมื่อได้ยินคำว่าศาสตราวุธวิถีมาร อีกฝ่ายก็ตะโก