วอย่างเย่อหยิ่ง
“อ้าว? เหตุใดจึงไม่เหมือนกัน?”
“ครานี้… มันคือเคล็ดพิษประทีปที่สืบทอดมาจากท่านอาจารย์ของข้า!”
“พิษประทีบ?”
“ใช่ เมื่อแสงสีเขียวเหล่านี้เข้าไปในร่างกายของเจ้าแล้ว จะไม่มียาแก้พิษใดที่สามารถรักษาได้” ตู๋เหล่าลิ่วพูดอย่างมั่นใจ ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มออกมา! “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไร้เดียงสามาก”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ตู๋เหล่าลิ่วก็กล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “รอประเดี๋ยว แล้วเจ้าจะรู้เอง!”
“ตกลง …ข้าจะรอ” ลู่เฉินยิ้ม
ทว่าคล้ายยังไม่พอใจนัก ตู๋เหล่าลิ่วจึงกล่าวขู่สำทับอีกว่า “รอดูเถิด เมื่อแสงสีเขียวนี้แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เถาวัลย์จำนวนนับไม่ถ้วนจะเติบโตในนั้นด้วยการกินเลือดและเนื้อของเจ้าเอง!”
เมื่อเห็นว่าลู่เฉินยังคงยิ้มอยู่ ตู๋เหล่าลิ่วก็เอ่ยด้วยความโกรธว่า “เจ้ายิ้มหาพระแสงอันใด?”
“ข้าหัวเราะเยาะเจ้าต่างหาก เพราะเจ้าช่างโง่เขลานัก” เพียงประโยคเดียวของลู่เฉิน ทำให้ตู๋เหล่าลิ่วระเบิดอารมณ์ แต่ลู่เฉินก็ยังไม่เป็นอันใด และยังคงบรรเลงกู่ฉินโบราณต่อไป
ตู๋เหล่าลิ่วที่อยู่ในร่างมนุษย์ไม้กรีดร้องทันที
“เป็นอย่างไรบ้าง? สบายดีหรือไม่?”
“เจ้าอย่าได้ใจไป รออีกเดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เวลาตายของเจ้าแล้ว!”
“จริงหรือ? แต่เหตุใดข้าถึงได้ไม่รู้สึกกัน?” ลู่เฉินพูดยียวน ทำให้ตู๋เหล่าลิ่วพูดโต้กลับมาว่า “ยังไม่ถึงเวลา!”
“ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด?”
“หึ ทันที!” หลังจากเอ่ยจบ มนุษย์ไม้ก็เปล่งแสงสีเขียวเจิดจ้า จากนั้น