กฝ่ายก็กำลังส่งเสียงก่นด่าไม่หยุด “สารเลว ออกมานะ!”
เมื่อลู่เฉินเดินเข้าไปใกล้ เขาก็มองนักพรตเทียนหลงซึ่งติดอยู่ในค่ายกลด้วยรอยยิ้มประดับใบหน้า “เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่?”
นักพรตเทียนหลงโกรธจนควันออกหู “เจ้าหนุ่ม เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“เจ้าคิดอย่างไรเล่า?” ลู่เฉินมองไปยังนักพรตเทียนหลงด้วยรอยยิ้ม ซึ่งอีกฝ่ายก็เอ่ยอย่างโกรธเคืองว่า “ข้าแนะนำให้เจ้าปล่อยข้าไป มิฉะนั้นอย่าหวังเลยว่าสำนักของเจ้าจะรอดพ้นไปได้!”
ลู่เฉินยิ้มหยัน “พวกเจ้าจะลงมือกับสำนักเก้าสุขสงบอยู่แล้ว ข้าปล่อยหรือไม่ปล่อยเจ้ามันจะต่างงั้นหรือ? นี่เจ้ากำลังพยายามหลอกลวงใครกัน?”
นักพรตเทียนหลงอดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปยังชายหนุ่ม “เช่นนั้นเจ้าต้องการอันใด?”
“แน่นอน ข้าต้องการให้เจ้ายอมจำนน!”
“ยอมแพ้? ไร้สาระ! ข้าผู้นี้…”
แต่ก่อนที่คำพูดจะจบลง ลู่เฉินก็กระตุ้นค่ายกล ทำให้เกิดเสียงฟ้าร้องพร้อมกับเส้นสายอัสนีที่ผ่าลงมากระทบร่างของนักพรตเทียนหลง อีกฝ่ายกรีดร้องออกมาสองสามครั้ง ก่อนที่จะเอ่ยอย่างหวาดกลัวว่า “เจ้า… เจ้ามันไอ้บัด–”
ใครจะรู้ว่าสายฟ้ากลับฟาดลงมาอีกครา
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้นักพรตเทียนหลงหวาดกลัวยิ่งนัก เขารีบพูดกับลู่เฉินว่า “ข… ข้า… ข้าจะยอมเชื่อฟังเจ้า!”
“คนอย่างเจ้าต้องกำราบเสียให้เข็ด!” ลู่เฉินเอ่ยเย้ยหยัน ทำให้นักพรตเทียนหลงรู้สึกหดหู่ใจอย่างมาก แต่เขาไม่สามารถต่อต้านได้ ทำได้เพียงพูดว่า “ข้าจะทำทุกอย่างที่เ