จ้าขอให้ทำ”
“อย่ากังวลไป” ลู่เฉินเดินเข้าไปในค่ายกล บังคับให้เถาวัลย์เข้าพัวพันอีกฝ่ายไว้ ทำให้นักพรตเทียนหลงรู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก
“สิ่งนี้มีไว้เพื่ออันใด?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” ลู่เฉินก้าวไปข้างหน้าและสลักอักขระยันต์หุ่นเชิดลงบนร่างของอีกฝ่าย
หลังจากที่นักพรตเทียนหลงพบว่าลู่เฉินได้ทิ้งอักขระยันต์หุ่นเชิดไว้ สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปอย่างมาก “นี่มัน…”
“ไปได้แล้ว” ลู่เฉินมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม ซึ่งนักพรตเทียนหลงก็ไม่รอช้า เขารีบจากไปทันที
ลู่เฉินเดินออกจากประตูนั้น ควบคุมให้มันย่อลงและเก็บไว้ที่เดิม ก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะถูกลิขิตให้เป็นคนของสำนักเก้าสุขสงบ!”
จากนั้นลู่เฉินก็จากไป ส่วนผู้อาวุโสที่หัวเหล่าซานหลอกล่อมาได้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ
หลังจากนั้นไม่นาน ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงแอบแฝงเข้าไปในค่ายพักแรมของแต่ละสำนัก และค่อย ๆ จัดการไปทีละคน
ด้วยวิธีนี้ หลังจากผ่านไปไม่กี่วัน สำนักซึ่งอยู่รอบภูเขาเก้าสุขสงบก็เหลือเพียงวังเหมันต์สงัด และสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่เหลือรอดพ้นเงื้อมมือลู่เฉิน
เนื่องจากผู้คนจากสองสำนักนี้อยู่ด้วยกันเสมอ และยังมีกู่ทงจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั่นอีก
ลู่เฉินย่อมไม่ต้องการแหวกหญ้าให้งูตื่น ดังนั้นเขาจึงไม่ทำอะไร ทว่าลู่เฉินก็รู้ทุกการเคลื่อนไหวของคนเหล่านั้น โดยเฉพาะเรื่องค่ายกลที่ถูกจัดวางโดยปรมาจารย์ด้านค่ายกลจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ