่งไม่มีปราณฟ้าดิน….
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ลู่เฉินก็อยากพบเจอตัวตนที่ถูกเรียกว่ามารเหี้ยมโหด และดูว่าตนเองจะสามารถรู้อันใดจากมันได้บ้าง
ลู่เฉินจึงหยิบ ‘เศษ’ ขึ้นมา และหลังจากจำภาพจิตรกรรมฝาผนังรอบ ๆ ได้ เขาก็พูดกับเสียงในความมืดว่า “มารเหี้ยมโหดนั่นอยู่ที่ใด?”
“เจ้า… อยากไปหามันหรือ?”
“ใช่!”
“มันอันตราย ทว่าเจ้าสามารถช่วยพวกเราทำลายค่ายกลได้ และพวกเราจะช่วยเจ้าเอง”
“ไม่ เจ้าแค่บอกบริเวณที่มันคลื่อนไหวกับข้าก็พอแล้ว”
เสียงนั้นจึงทำได้เพียงพูดว่า “เอาล่ะ เจ้าเดินออกไป แล้วข้าจะพาเจ้าไปที่นั่น”
…
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เฉินก็มาอยู่ด้านนอก และเมื่อผู้อาวุโสสวีเห็นลู่เฉินออกมา เขาก็ชมว่า “ศิษย์น้อง เจ้าออกมาแล้วหรือ?”
ลู่เฉินไม่ได้พูดจา แต่มีเสียงหนึ่งพูดว่า “พาเขาไปยังค่ายกลที่มีมารเหี้ยมโหด”
“ขอรับ ท่านเจ้าสำนัก!” เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสสวีกลัวเสียงนั้นมาก ดังนั้นหลังจากตอบรับ เขาก็รีบพาลู่เฉินออกไป
ลู่เฉินได้ถามระหว่างทางว่า “มารเหี้ยมโหดตนนี้เก่งเรื่องการจับกุมและกินคนจริง ๆ หรือ?”
“ใช่แล้ว” ผู้อาวุโสสวีดูมึนงงเล็กน้อยเมื่อเขาพูดถึงเรื่องนี้
ลู่เฉินรู้สึกฉงน “เช่นนั้นมารเหี้ยมโหดตนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร? แล้วในสถานการณ์ปกติมันจะออกมาจับกุมผู้คนเมื่อไหร่? พวกที่มันจับไปคือพวกใด?”
ผู้อาวุโสสวีพูดอย่างอาย ๆ ว่า “สิ่งนั้นเป็นสีดำและดูเหมือนลิงแต่ก็ไม่ใช่ เพราะมันแข็งแกร่งกว่าลิงทั่วไปนัก ตัวราวก