้อาวุโสสวีกลับสงสัย “แล้วผู้ฝึกกายเนื้อผู้นั้นล่ะ?”
“ข้าไม่รู้” เกามู่ส่ายศีรษะปฏิเสธ ผู้อาวุโสสวีจึงได้แต่สงสัย “เช่นนี้แล้วก็คงไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้ใดคือคนที่เข้าใจค่ายกลนี้!”
“ผู้อาวุโสสวี ท่านอยากรู้ว่าผู้ใดที่เข้าใจค่ายกลนี้หรือ?”
“ไร้สาระ หากพวกเขาสามารถเข้าไปในป่าหินได้ง่ายดายเช่นนั้น นั่นหมายความว่าต้องมีหนึ่งคนที่เข้าใจค่ายกลเป็นอย่างดี” ผู้อาวุโสสวีขมวดคิ้วมุ่น
เกามู่เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เช่นนั้น ผู้อาวุโสสวีคิดว่าคนใดหรือ?”
“เรื่องนี้ เพียงแค่ลองก็น่าจะรู้แล้ว!” ครั้นเอ่ยจบ ผู้อาวุโสสวีก็ปล่อยพลังปราณออกไปบนท้องฟ้าที่ปกคลุมหุบเขานี้อยู่ ทำให้หุบเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงและมืดลงในทันที ขณะเดียวกันก็มีก้อนหินร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า
ลู่เฉินหยุดชะงัก มองขึ้นไปบนท้องฟ้าและมองไปยังด้านหลัง จากนั้นจึงมองไปด้านหน้าที่มีผู้อาวุโสสวีและชายร่างใหญ่ที่ยืนยิ้มอยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยก้าว “คนพวกนี้ พวกเขาคิดจะทำอันใดกันแน่?”
ขณะที่ลู่เฉินยังไม่เข้าใจนัก ผู้อาวุโสสวีก็เดินนำเกามู่ไปยังสถานที่ที่ห่างจากลู่เฉินเพียงสิบก้าว และมองเขาด้วยรอยยิ้ม “เราได้พบกันอีกแล้ว”
“พบกันอีกแล้ว แต่ข้าได้ยินมาว่าเจ้าต้องการพบข้างั้นหรือ?” ลู่เฉินยิ้ม
ผู้อาวุโสสวีขานรับ “ใช่”
“เพราะเหตุใดหรือ? หรือว่ายังคิดอยากจัดการข้า?” ลู่เฉินดูท่าทางของอีกฝ่ายและคิดว่าคนคนนี้ดูไม่ค่อยพอใจเสียเท่าไหร่
ทว่าผู้อาวุโสสวีก