ลับส่ายศีรษะทันที “เจ้าอย่าเข้าใจผิด ข้าเพียงไม่อยากสร้างความลำบากให้เจ้า!”
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “พวกเจ้านี่จริง ๆ เลย!”
คนพวกนี้ต่างก็แสดงสีหน้าลำบากใจออกมาทันที ก่อนจะมีบางคนเอ่ยถามขึ้นมา “เขากำลังว่าเรากลั่นแกล้งงั้นหรือ?”
“หรือไม่ใช่กัน?” บางคนกลอกตามอง
ผู้อาวุโสสวีที่ได้ยินดังนั้นจึงกระแอมออกมาก่อนจะพูดว่า “พวกเราไม่มีความขุ่นเคืองใจต่อกันมิใช่หรือ?”
“ไม่มีความขุ่นเคืองใจ แต่ตอนที่ข้าเข้ามานั้น ดูเหมือนจะมีคนบอกให้ข้าไสหัวไป” ลู่เฉินยิ้มพลางมองผู้อาวุโสสวี อีกฝ่ายจึงมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก “นั่น… เข้าใจผิด มันต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ ๆ!”
“งั้นหรือ?”
“ที่นี่มีค่ายกลมากมาย บางครั้งอาจทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจได้” ผู้อาวุโสสวีอธิบายออกมา แต่ศิษย์ที่อยู่รอบ ๆ นั้นไม่สามารถทนฟังต่อไปได้ สีหน้าแต่ละคนจึงแดงกันไปหมด
โดยเฉพาะเกามู่ที่ได้แต่ก้มหน้า กลัวว่าตนจะปั้นหน้าไม่ถูกจนหัวเราะออกมา
ลู่เฉินพลันแสยะยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่าคนพวกนี้จะไม่คิดอย่างที่เจ้าพูด”
“ขั้นพลังพวกเขายังอ่อนแอนัก จะรู้ได้เช่นไรว่าสิ่งใดคือจริงสิ่งใดคือเท็จ” ผู้อาวุโสสวีกล่าวด้วยความลำบากใจ แต่ลู่เฉินกลับยิ้มพลางมองเขาแล้วเอ่ยว่า “ว่ามาเถิด แท้จริงแล้วพวกเจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
ลู่เฉินคิดว่าที่คนพวกนี้มาหาตนนั้น คงไม่ได้มาเพื่อที่จะพูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้แน่!
ผู้อาวุโสสวีจึงแสร้งพูดต่อ “ค่ายกลหินทลายนี้ค่อนข้า