งอันตราย พวกเราออกไปกันก่อนเถิด!”
ผู้อาวุโสสวีเอ่ยจบก็นำผู้คนวิ่งออกไปทันที ขณะที่บางคนซึ่งวิ่งช้าถูกหินตกใส่เข้าให้
ลู่เฉินที่เห็นภาพนั้นจึงได้แต่ส่ายศีรษะด้วยความหดหู่ใจ “ข้าว่าอย่าเอาชีวิตของศิษย์พวกนี้มาเล่น เช่นนี้จะดีกว่าหรือไม่?”
ผู้อาวุโสสวีวิ่งออกมาไกลได้ระยะทางหนึ่ง และเมื่อลู่เฉินพูดประโยคดังกล่าวออกมา เขาจึงหันไปพูดด้วยความลำบากใจ “เจ้าพูดสิ่งใด?”
“ค่ายกลนี้ เจ้าเป็นผู้ควบคุม”
ประโยคดังกล่าวของลู่เฉินทำให้ศิษย์ที่ถูกหินตกใส่ต่างบันดาลโทสะขึ้นมา บางคนถึงกับตะโกนออกมาว่า “ผู้อาวุโสสวี พวกข้าทำสิ่งใดผิดกัน?”
“ผู้อาวุโสสวี หากท่านคิดจะลงโทษพวกข้า ท่านก็พูดมาตรง ๆ! เถอะ”
ในนั้นตอน มีเพียงเกามู่เท่านั้นที่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่เขาไม่สามารถพูดออกมาได้ ส่วนผู้อาวุโสสวีก็ได้แต่แสร้งทำสีหน้าโง่งม “ค่ายกลนี้ได้สูญเสียการควบคุมไปแล้ว ข้า… ข้าไม่สามารถควบคุมมันได้”
ทุกคนต่างเชื่อบ้างและไม่เชื่อบ้าง แต่ผู้อาวุโสสวีตั้งใจแกล้งทดสอบลู่เฉิน ดังนั้นเขาจึงเอ่ยว่า “นั่น… เจ้าพอจะมีความรู้ด้านค่ายกลบ้างงั้นหรือ?”
“ลงมือถึงขนาดนี้ …ทั้งหมดเพียงเพราะเจ้าต้องการทดสอบข้าเรื่องค่ายกลงั้นหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยเพียงสั้น ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้อาวุโสสวีแสร้งแสดงต่อไปไม่ไหว เขากล่าวออกมาอย่างไร้ยางอายทันทีว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น ข้า… ข้าเพียงแค่ถาม”
เกามู่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ลู่เฉินจึงได้แต่ยิ้ม ก่อนที่เขา