ก็เหลือเพียงขั้นหลอมแก่นแท้!
ไม่เพียงเท่านั้น ร่างของเยว่เซียวกำลังสั่นสะท้าน ไม่สามารถแม้แต่จะยืนได้อย่างมั่นคง ราวกับว่าสามารถล้มลงทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน
ในขณะที่ซือตู๋เทียนและคนอื่น ๆ ที่กำลัง ‘ห่วงใย’ เยว่เซียวกลับอดทนต่อความไม่สบายใจ พวกเขามองไปทางกู่ทงที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ในระยะไกล
กู่ทงขู่ว่า “หากทุกท่านต้องการแก้แค้น ก็จงกลับไปเสียตอนนี้ ไปพาคนของพวกท่านมาบุกทำลายสำนักเก้าสุขสงบ!”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็ ‘หวาดกลัว’ และบางคนก็เอ่ยตะกุกตะกักออกมาว่า “ผู้อาวุโสกู่ ท่าน… ท่านดูหินพวกนี้สิ”
กู่ทงมองไปยังหินที่คนเหล่านั้นชี้ไปทันที
เขาจึงได้เห็นอักขระขนาดใหญ่ที่สลักอยู่บนหิน ซึ่งมีข้อความว่า ‘ผู้บังอาจบุกรุกสำนักเก้าสุขสงบ จงตาย!’
บ้างถึงกับเขียนว่า ‘ค่ายกลของสำนักเก้าสุขสงบทรงพลังยิ่งกว่านี้เสียอีก!’
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ผู้คนที่โกรธแค้นต่างก็หมดความตั้งใจที่จะ ‘ต่อสู้’ โดยสิ้นเชิง แม้แต่โหย่วหลงจากวังเหมันต์สงัดก็ยังไม่กล้าที่จะทำตามใจ ทำได้เพียงอดกลั้นต่อไปเท่านั้น
ทว่ากู่ทงนั้นเป็นใคร? เป็นสมาชิกของแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาจะทนรับความคับข้องใจเช่นนี้ได้อย่างไร?! และถ้าแดนศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ในแดนทักษิณารู้ว่าพวกเขาไม่สามารถควบคุมแม้แต่สำนักเล็ก ๆ ได้ ในอนาคตพวกเขาจะยุ่งวุ่นวายเพียงใด?
ดังนั้นกู่ทงจึงกล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “ข้าจะนำตัวเหล่าปรมาจารย์ค่ายกลมา เจ้าเพียงแค่ร่วมมือกับข้าก็พอ!”