ินหัวเราะอยู่ในมุมมืด จากนั้นศรมารสวรรค์ก็พุ่งออกไปอีกครั้ง
ครั้นเห็นปราณศรปลิวว่อน เยว่เซียวก็พลันยกหมัดต่อยออกไป บดขยี้ปราณศรนั้นและพูดอย่างได้ใจว่า “มาสิ! หากเจ้ามีความสามารถก็เข้ามาเลย!”
“ดูเหมือนว่าเจ้าอยากจะสัมผัสกับห่าฝนลูกศรเสียจริง!”
ก่อนที่ทุกคนจะทันได้ตอบโต้ ศรมารสวรรค์จำนวนนับไม่ถ้วนพลันพุ่งเข้าใส่รอบ ๆ ตัวเยว่เซียวอย่างรวดเร็ว ทำให้เยว่เซียวตกใจจนต้องสร้างม่านปราณเพื่อต้านรับปราณศรเหล่านี้อย่างบ้าคลั่ง
แต่ม่านปราณเองก็อ่อนกำลังลงทีละน้อย ทำให้เยว่เซียวตื่นตระหนกขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาคิดว่าหลังครบหนึ่งก้านธูปแล้ว ตนเองก็จะอ่อนแอลงมาก! ดังนั้นเยว่เซียวจึงตะโกนบอกคนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์และสำนักพฤษาสวรรค์ที่อยู่รอบ ๆ ว่า “มัวยืนบื้ออันใดอยู่ รีบช่วยข้าเร็วเข้า!”
หลังจากที่ทุกคนมองหน้ากันไปมา ใครบางคนก็พูดขึ้นว่า “ผู้อาวุโสเยว่ พวกเราไม่รู้ว่าจะต้านทานอย่างไร!”
เยว่เซียวกัดฟันอย่างโกรธจัด “ตัวไร้ประโยชน์!”
ทุกคนแสดงท่าทีลำบากใจและไม่รู้จะทำอย่างไรดี หลังจากโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่พักหนึ่ง เยว่เซียวก็บินขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วสำรวจไปรอบ ๆ ม่านหมอกเพื่อพยายามหาทางหลบหนีจากลู่เฉิน
แต่ในม่านหมอกนี้… ลู่เฉินกลับเปรียบดั่ง ‘จักรพรรดิ’ และไม่ว่าเยว่เซียวจะไปที่ใด ลู่เฉินก็สามารถใช้ค่ายกลของที่นี่ หรือเคล็ดวิชาหมื่นลี้เพื่อไปดักยังทิศทางที่ใช้เสมอ
สิ่งนี้ทำให้เยว่เซียวหวาดก