เดินเข้ามา ทำให้หนานเหยาและคนอื่น ๆ ระมัดระวังตัว และแม้แต่ปิงหลิวหลียังเอ่ยเตือนว่า “ที่นี่ห้ามต่อสู้”
“ข้ามาหาเขา เพราะจะมาเอาของของข้าคืน!” โหย่วหลงจ้องไปที่เจี่ยลัว
“ของของเจ้า?” ปิงหลิวหลีงุนงง ขณะที่หนานเหยาจ้องเขม็งพร้อมเอ่ยว่า “ข้าว่า เจ้าแค่เจตนาจะจับผิด!”
โหย่วหลงส่งเสียงฮึดฮัด และเพียงแค่คิด ขวดผนึกวิญญาณก็พลันบินออกจากร่างเจี่ยลัว
เจี่ยหลัวตกใจ แต่ในขณะที่ขวดกำลังจะลอยออกไป ลู่เฉินกลับคว้าขวดนั้นด้วยมือข้างเดียวแล้วคลี่ยิ้ม “สิ่งนี้ไม่ใช่ของของเจ้า”
โหย่วหลงขมวดคิ้ว เขาไม่พอใจที่ลู่เฉินเข้ามาขวาง “เจ้าหนุ่ม ปล่อยมือเสีย!”
“หากข้าไม่ปล่อยเล่า?”
ฝูงชนที่อยู่ใกล้เคียงต่างก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
โหย่วหลงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา “นี่คือของของข้า!”
“มีหลักฐานอะไรหรือว่าเป็นของเจ้า?”
“ข้าขัดเกลามันแล้ว และสามารถควบคุมมันได้!”
ลู่เฉินยิ้มออกมา “ข้าเองก็ควบคุมมันได้ แล้วข้าก็ทำให้มันเชื่อฟังได้ นี่ไม่ใช่หมายความว่ามันเป็นก็ของของข้ารึ?”
“เป็นไปไม่ได้!”
ทว่าลู่เฉินกลับฉีกยิ้มชั่วร้ายออกมา “ก็ได้ ลองเรียกมันสักคำสิ ว่ามันจะฟังเจ้าหรือไม่?”
พูดจบ ลู่เฉินก็พลันปล่อยมือ ทว่าขวดผนึกวิญญาณนี้กลับนิ่งอยู่บนฝ่ามือของลู่เฉินโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
ทางฝั่งโหย่วหลง เขาพยายามควบคุมมันอย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดเหงื่อแตกพลั่กทั่วหน้าผาก ทว่าขวดนั้นก็ยังคงตั้งตรงไม่ขยับไปไหน
หนานเหยาพูดติดตลก “เจ้าเห็นหรื