อไม่? สิ่งนี้ไม่ฟังเจ้า!”
ผู้คนต่างชี้มาทางนี้ พากันพูดว่าคนจากวังเหมันต์สงัดใส่ร้ายคิดปล้นชิงสิ่งของของผู้อื่น ทว่ากลับต้องหน้าแตกเนื่องจากไม่สามารถ ‘แย่ง’ มาได้
คำพูดเหล่านี้ทำให้สีหน้าโหย่วหลงกลายเป็นย่ำแย่
“เป็นอย่างไร ยังคิดว่ามันเป็นของเจ้าหรือไม่?” ลู่เฉินยิ้ม
โหย่วหลงจำได้แม่น และกระทั่งรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นของของเขา แต่ตอนนี้มันกลับไม่เชื่อฟังเขา ซึ่งมันทำให้เขาสับสนยิ่งนัก ทว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพูดอย่างเย็นชาว่า “เจ้าหนุ่ม ฝากไว้ก่อน!”
หลังจากเอ่ยจบ โหย่วหลงก็พาคนจากไป
หนานเหยาวางมือบนสะโพกและเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “เจ้าพวกนี้ คิดว่าตัวเองเก่งมากรึ? เห็นอะไรก็บอกว่าเป็นของพวกเขาไปเสียหมด!”
“มันเป็นของพวกเขาจริง ๆ แต่ตอนนี้มันเป็นของข้าแล้ว” ลู่เฉินเอ่ยอย่างใจเย็น ในขณะที่หนานเหยาและคนอื่น ๆ ผงะ
เจี่ยลัวเองก็ตกตะลึงเช่นกัน
ลู่เฉินนั่งขัดสมาธิและยิ้มออกมา “ข้าจะลบร่องรอยการขัดเกลาของเขาออกก่อน เพื่อไม่ให้เขารู้สึกได้”
ลบร่องรอยการขัดเกลา?
หนานเหยาและคนอื่น ๆ ตกตะลึงเมื่อได้ยินเรื่องนี้
ชายหนุ่มรีบลบร่องรอยออกแล้วส่งมอบให้เจี่ยหลัว
ทางฝั่งของวังเหมันต์สงัด หลังจากที่โหย่วหลงขาดการติดต่อกับขวดอย่างกะทันหัน สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปอย่างมาก “น่าตายนัก!!”
ผู้คนในวังเหมันต์สงัดต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่โหยวหลงผู้นี้ไม่ได้อธิบาย เพียงแค่นั่งขัดสมาธิและหลับตา
ลู่