าหนานเหยาย่อมต้องตกใจ “เมื่อครู่นี้…”
ปิงหลิวหลีขมวดคิ้ว “กลิ่นอายนี้ดูเหมือนจะเป็นกลิ่นอายของผู้อาวุโสฟางจากสำนักค่ายกลสวรรค์”
โจวอวี๋สงสัย “เขามีพลังมหาศาลขนาดนี้เชียวหรือ?”
เจี่ยลัวกังวลและอยากจะลุกขึ้นเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หลี่ว์ซือกลับห้ามเขาไว้ “รอก่อน”
เจี่ยลัวกลัวว่าลู่เฉินจะถูกฟางหมิงจัดการ ดังนั้นเขาจึงร้อนรน แต่ไม่มีใครเข้าใจคำพูดของเขา เจ้าตัวจึงได้แต่รออยู่ที่นั่นอย่างกระวนกระวาย
ขณะนั้นเอง พวกหัวเหล่าซานจากพรรคเมฆาเพลิงและคนอื่น ๆ ได้เดินตรงมาทางที่คนของสำนักเก้าสุขสงบคอยอยู่
พวกเขาจงใจเดินเข้ามาใกล้ พลางหันไปพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกัน ก่อนจะแสร้งกล่าวออกมาดัง ๆ ว่า “ข้าว่านะ เจ้าหนุ่มนั่นต้องตายแล้วเป็นแน่!”
หนานเหยาที่ได้ยินพลันกลอกตา “ท่านอาจารย์ ข้าจะตายได้อย่างไร?”
“เมื่อครู่ข้าเห็นผู้อาวุโสฟางจากสำนักค่ายกลสวรรค์เปิดค่ายกล และไอ้หนุ่มนั่นก็หายไปหลังจากเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ” หัวเหล่าซานผู้นั้นคล้ายจะยิ้มก็ไม่เชิง ทว่าคำพูดนี้ก็มากพอแล้วที่จะทำให้ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ หน้าถอดสี
แต่หนานเหยายังคงเชื่ออย่างแน่วแน่ นางกล่าวว่า “เรื่องวิชาค่ายกล ท่านอาจารย์ข้านั้นชำนาญยิ่งนัก เขาไม่มีทางพลาดท่าแน่”
“เชี่ยวชาญด้านค่ายกล? ถ้าอย่างนั้นเจ้าคงรู้สึกถึงแรงระเบิดเมื่อครู่แล้วกระมัง? เจ้าคิดว่าเขาจะสามารถต้านทานพลังเช่นนี้ได้หรือ?” หัวเหล่าซานยังคงกระตุ้นหนานเหยา
เมื่อเจอประ