กลางหมอกอันหนาทึบ และไม่นานก็เดินออกไป
หลังจากนั้น เขาก็กลับขึ้นสู่ยอดเขาเต๋าเมฆาราวกับว่าไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น
ทว่าทันทีที่ออกมาจากม่านหมอก ชายผู้สวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินก็พลันปรากฏตัวขึ้น ในมือของชายผู้นี้มีหอกสีดำทมิฬ เขายืนอยู่ที่นั่นและจ้องมองไปยังลู่เฉิน
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ฟางหมิง จากสำนักค่ายกลสวรรค์
ฟางหมิงผู้นี้เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้าหนุ่ม พวกเรามาคุยกันเสียหน่อย”
“คุยอันใด?”
ทันทีที่ฟางหมิงขยับกาย หมอกที่อยู่โดยรอบก็เปลี่ยนไป จากนั้นทั้งสองก็ปรากฏตัวขึ้นกลางป่า และนี่ก็คือค่ายกลที่ฟางหมิงจัดเตรียมไว้
ทว่าลู่เฉินไม่ได้ตกใจกลัว เขาถามออกไปด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าจะทำอันใด?”
“มอบเจี่ยลัวผู้นั้นให้ข้า จากนั้นความคับข้องใจของเราก็จะถูกลืมเลือน”
“ความคับข้องใจหมดสิ้นไปเช่นนั้นหรือ?” ลู่เฉินเผยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ใช่ ตราบใดที่เจ้าพาเขามาและส่งมอบให้ข้า ข้าจะไม่ไปตอแยเจ้าอีก”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็ยิ้มอย่างขมขื่น “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าสัญญาอะไรกับเจี่ยลัว?”
“อันใด?”
“ข้าพูดว่า ข้าจะล้างแค้นให้อาจารย์ของเขา”
คำพูดของลู่เฉินทำให้ฟางหมิงเบิกตากว้าง “เจ้าหนุ่ม เจ้าต้องการที่จะยุ่งเรื่องผู้อื่นงั้นหรือ?”
“ข้าผู้นี้ไม่ชอบเข้าไปยุ่งเรื่องของผู้อื่น แต่ถ้ามันเกี่ยวข้องกับคนของข้า ข้าก็จะจัดการมันให้ได้ไม่ว่าจะยุ่งยากเพียงใดก็ตาม”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟางหมิงก็เอ่ยอย่างเย็น