ชาว่า “ตอนนี้ไม่มีใครสามารถช่วยเจ้าได้”
“เจ้าคิดว่าข้าต้องการคนช่วยเหลืองั้นหรือ?”
“ไร้สาระ ข้าอยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม และรอบบริเวณนี้ยังมีค่ายกลที่ข้าวางไว้ หากไม่มีผู้ใดช่วยเหลือเจ้า เจ้าย่อมไม่มีทางที่จะมีชีวิตรอดกลับไปได้!” ฟางหมิงเอ่ยอย่างโอหัง
ทว่าลู่เฉินกลับจ้องไปยังหอกสีดำพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “การวางค่ายกลของเจ้าไม่เลว แต่เจ้าต้องยืมพลังจากสมบัติวิญญาณในมือจึงจะได้ผล”
ฟางหมิงหรี่ตาลง “เจ้ารู้?”
“พูดถึงการวางค่ายกล ข้ารู้มากกว่าเจ้าไม่น้อย”
“น่าขันนัก!” ฟางหมิงเอ่ยอย่างดูถูก
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มออกมาแล้วเอ่ยว่า “เอาล่ะ อย่าพูดไร้สาระกันเลย มาเถอะ!”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าทำอันใดงั้นหรือ?” ฟางหมิงตวาดลั่น
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองดู ประเดี๋ยวจะได้รู้เอง”
“รนหาที่ตายนัก!” ฟางหมิงปล่อยฝ่ามือเปลวเพลิงออกไป
ทว่าลู่เฉินกลับเดินไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนที่ทั้งร่างจะหายไป ทำให้ฟางหมิงตกใจจนรีบขยับหอกในมือ เพื่อบังคับให้ลู่เฉินที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้เผยตัวออกมา
แต่หอกนั้นไม่ฟังคำสั่ง ทำให้ฟางหมิงเริ่มกังวลใจขึ้นมา
ในจังหวะนั้น เสียงหัวเราะของลู่เฉินพลันดังขึ้น ก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวว่า “เป็นอย่างไร ควบคุมมันไม่ได้งั้นหรือ?”
ฟางหมิงมองไปรอบ ๆ ทันที “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำสิ่งใดลงไป!”
“นี่คือสมบัติวิญญาณของเจ้า เจ้าคิดว่าข้าจะทำสิ่งใด?” ลู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ฟางหมิงร้อนรน
จากน