รมานเขา” สายตาของโหย่วหลงฉายแววเย็นชา ส่วนเกาจี้ก็ได้ขานรับและรับขวดใบนั้นไว้ จากนั้นจึงเดินขึ้นไปบนสนามประลอง
เมื่อมองเกาจี้ที่ก้าวเดินขึ้นไป แววตาคู่นั้นของโหย่วหลงก็ค่อย ๆ ฟื้นกลับมาเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพียงไม่นาน ลู่เฉินและเกาจี้ก็ไปประจันหน้ากันอยู่บนสนาม
และนอกเสียจากคนของสำนักเก้าสุขสงบแล้ว คนอื่น ๆ ต่างคิดว่าลู่เฉินต้องยอมแพ้เป็นแน่
แต่ลู่เฉินกลับยืนอยู่บนนั้นโดยไม่ขยับกาย โดยเฉพาะเมื่อเขตแดนเปิดออก กู่ทงประกาศเริ่มการแข่งขัน ลู่เฉินก็ยังคงไม่แยแส ทำให้เกาจี้อดถามไม่ได้ว่า “ไม่ยอมแพ้หรือ?”
“ยอมแพ้? หมายความว่าอย่างไร? ข้าหารู้จักไม่!” ลู่เฉินยิ้มเย็นชา
บ้าบิ่นมาก!
ทุกคนต่างตกตะลึง ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะพูดเช่นนี้ ถึงขนาดที่ว่ามีบางคนตะโกนถามออกมาจากฝูงชนว่า “เจ้าหนุ่ม! เจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน ไม่กลัวตายหรืออย่างไร?”
“ใช่ ขั้นสร้างรากฐานจะเทียบกับขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อมได้อย่างไร?”
“ยิ่งไปกว่านั้น คู่ต่อสู่ยังครอบครองรากวิญญาณสามดาวด้วยนะ!”
ตอนนี้มีผู้คนนับไม่ถ้วนที่กำลังดูแคลนลู่เฉิน แต่หนานเหยากลับเอามือเท้าเอวพลางเอ่ยออกมาอย่างขุ่นเคืองว่า “คนพวกนี้ เมื่อได้เห็นว่าเขาเป็นเช่นไร ลูกกระตาต้องกระเด็นออกมาเป็นแน่!”
โจวอวี๋หัวเราะออกมา “ดูเอาเถิด อีกไม่นานคงมีอะไรสนุก ๆ ให้พวกเขาดู”
ทว่าปิงหลิวหลียังคงกังวลเล็กน้อย เพราะเกาจี้ผู้นี้นับเป็นผู้ฝึ