คือใคร?”
จังหวะนั้นเอง ลู่เฉินพลันเดินออกจากห้อง มือทั้งสองไพล่หลังด้วยรอยยิ้ม “คนจากสำนักมารราตรี”
“สำนักมารราตรีงั้นหรือ?” ดวงตาของปิงหลิวหลีเบิกกว้าง
“ท่านอาจารย์ เหตุใดท่านจึงมีปัญหากับสำนักมารราตรีได้เล่า?” หนานเหยาสงสัย
โจวอวี๋ เจี่ยลัว และหลี่ว์ซือนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกเขาต่างก็ไม่มีใครเข้าใจ
ลู่เฉินจึงชำเลืองมองพวกเขาแล้วฉีกยิ้ม “เรื่องมันยาว”
หนานเหยาได้ยินแล้วก็รู้สึกว่ามีเรื่องราวบางอย่าง จึงอยากจะเอ่ยถามลู่เฉิน แต่ผู้ใดจะรู้ว่าหลังจากที่ลู่เฉินขอให้หลี่ว์ซือโยนคนบาดเจ็บสาหัสเหล่านี้เข้าไปในห้องของเขาแล้ว ชายหนุ่มกลับบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ทุกคนจึงจำใจถอยกลับไป
ภานในห้อง ลู่เฉินมองดูกลุ่มคนที่กำลังจะตายตรงหน้า “พวกเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
แน่นอนว่าคนเหล่านี้ยังอยากรอดชีวิต ทั้งยังขอให้ลู่เฉินปล่อยพวกเขาไป
“เช่นนั้นบอกข้ามาสิ บอกทุกอย่างที่รู้ให้ข้าฟัง”
“นายท่าน ท่านต้องการทราบเรื่องใด” ชายคนหนึ่งเอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้านำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ใดมาให้ข้า” ลู่เฉินจ้องมองพวกเขาด้วยรอยยิ้ม ส่วนคนเหล่านี้ก็เริ่มคุยกัน และในที่สุดก็มีคนคนหนึ่งพูดว่า “ข้า ข้าเห็นสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ มีคนกำลังสมรู้ร่วมคิดกับศิษย์พี่เสี่ย”
“โอ้? มีคนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์สมรู้ร่วมคิดกับเสี่ยเจี้ยนเช่นนั้นหรือ?”
“ใช่” ชายคนนั้นพยักหน้า
ลู่เฉินนึกสนใจขึ้นมา “