างหนึ่ง เขาเอ่ยอย่างพินอบพิเทาว่า “ศิษย์พี่หญิงหนานกง ข้าเพิ่งได้ข่าวว่าคนจากสำนักสุขสงบมาถึงแล้ว!”
“โอ้ เช่นนั้นหรือ?” หญิงสาวนางนั้นจ้องมองเงาในกระจก จับจ้องใบหน้าอันงดงามของตนก่อนจะคลี่ยิ้มร้ายกาจ
“ต่อไป พวกเราจะทำอย่างไรหรือขอรับ?”
“ทางด้านผู้อาวุโสมีคำสั่งใดหรือไม่?” หญิงสาวเอ่ยถาม สือเซียวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเอ่ยตอบไปว่า “อาจารย์ของข้าบอกว่า อย่าวิ่งสร้างปัญหาไปทั่วในช่วงนี้”
นางฟังแล้วก็มีท่าทีลังเลชั่วครู่ จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “อืม ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าออกไปได้”
“ขอรับ!”
เมื่อไร้ผู้ใด หญิงสาวพลันลุกขึ้น ปิดประตูและหน้าต่างทุกบานอย่างแน่นหนา ก่อนจะหยิบกระจกออกมา และโคจรพลังปราณเข้าไป ภาพหนึ่งพลันปรากฏขึ้น เป็นภาพของคนผู้หนึ่ง… นั่นคือเสี่ยเจี้ยน ศิษย์พี่ของเถียนอวิ๋นเมิ่ง
“ศิษย์พี่ ไอ้คนผู้นั้นมันมาถึงเมืองเต๋าเมฆาแล้ว” หญิงสาวยิ้มเย้ายวนขณะกล่าว
ทางด้านเสี่ยเจี้ยน เขามองไปที่หญิงสาวครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยวาจาว่า “ศิษย์น้อง พอเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าก็เกือบจะจำเจ้าไม่ได้แล้ว”
“อะไรกัน ก็แค่เปลี่ยนรูปโฉมเท่านั้นเอง” หญิงสาวหัวเราะอย่างชั่วร้าย
“เช่นนั้นแล้ว ข้าจะเรียกเจ้าว่าอะไรดีเล่า?” เสี่ยเจี้ยนถามอย่างลังเล ทว่าหญิงสาวพลันเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย “หนานกงมู่”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น เสี่ยเจี้ยนก็ถามต่อ “แล้วเจ้ามีแผนอย่างไรต่อไป”
“ชายผู้นั้นเอาศาสตราวุธวิถีมารไป เช่นนั้นแล้วศาสตราว