ุธวิถีมารนั้นน่าจะยังอยู่กับเขา”
“เจ้าวางแผนที่จะชิงศาสตราวุธวิถีมารงั้นหรือ” เสี่ยเจี้ยนดูประหลาดใจ
หนานกงมู่จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เราต้องหาศาสตราวุธวิถีมารชิ้นนั้นให้เจอก่อนที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์จะจัดการเขา”
“เช่นนั้นข้าจะพาคนไปที่นั่นเพื่อค้นหาตอนกลางคืน”
“ดี หากเจ้ามีข่าวอันใด รบกวนช่วยบอกข้าด้วย” หนานกงมู่แย้มยิ้ม เตรียมที่จะเก็บกระจก
ทว่าเสี่ยเจี้ยนกลับเอ่ยอย่างลังเลว่า “หมอเทวดาผู้นั้นที่เจ้าให้ข้าไปตรวจสอบ ข้ามีภาพเหมือนของเขาแล้ว”
“โอ้? หน้าตาเป็นเช่นไร?” หนานกงมู่เริ่มโกรธเมื่อคิดถึงเรื่องที่ตนเกือบจะตายเพราะหมอเทวดาผู้นั้น
ทว่าเสี่ยเจี้ยนกลับตีหน้าเคร่งขรึม ปากก็กล่าวว่า “หากข้าพูดออกมา เจ้าต้องระงับโทสะเอาไว้ก่อน”
“พูดมา!”
เสี่ยเจี้ยนจึงหยิบม้วนภาพออกมา เมื่อเขาคลี่เปิดออก มันก็เผยให้เห็นภาพใบหน้าของลู่เฉิน หนานกงมู่ที่คิดว่าอีกฝ่ายหยิบมาผิดจึงเตือนว่า “ท่านหยิบผิดแล้ว ไม่ใช่คนผู้นี้”
“ข้าถามคนที่ได้รับการรักษาจนหายมาแล้ว คนในภาพนี้คือหมอเทวดาผู้นั้นจริง ๆ และเป็นผู้ที่เจ้าสำนักของเราอยากจะเชิญไปยังภูเขามารราตรี” เสี่ยเจี้ยนอธิบาย
“อันใดนะ?!” ดวงตาของหนานกงมู่เบิกกว้าง
ใบหน้าของเสี่ยเจี้ยนเหยเก “ตอนนั้นที่เราบุกเข้าไปในตอนกลางคืน ทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา!”
หนานกงมู่โกรธจัด นางตบมือลงบนโต๊ะดัง ‘ปัง’ ปากก็เอ่ยว่า “เป็นเขางั้นหรือ!”
“ใช่ แล้วเช่นนั้นเจ้าจะทำอย่