ุกคนมองหน้ากันไปมา
ยามนี้ ซือตู๋เทียนปล่อยกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนออกมา ควบคุมให้พวกมันร่อนลงต่อหน้าทุกคน
ภาพตรงหน้าทำให้พวกเขาสงสัยว่าซือตู๋เทียนกำลังคิดทำอันใด
“หากพวกเจ้าบรรจุพลังปราณเข้าไปในกระบี่เล่มนี้ ข้าย่อมสามารถใช้พลังของพวกเจ้าทะลวงผ่าเปิดค่ายกลนี้ไปได้ ทีนี้พวกเราก็จะได้ออกไปด้วยกัน” ซือตู๋เทียนอธิบาย
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้น พวกเขาต่างก็เต็มใจที่จะลอง
ทุกคนจึงเริ่มบรรจุพลังเข้าไปในกระบี่ ส่วนซือตู๋เทียนก็ควบคุมกระบี่เหล่านั้นไปมา พร้อมแล้วที่จะใช้กระบี่ทะลวงออกไป
อีกด้านหนึ่ง ลู่เฉินได้พาหนานเหยากับคนอื่น ๆ ไปยังเหมืองวิญญาณ และพวกเขาก็กำลังวางค่ายกลใหม่ที่นั่น
แต่ผู้ใดจะรู้ว่า… จู่ ๆ พลังมหาศาลก็ปะทุขึ้นจากเนินเขาที่ห่างไกลออกไป
“ท่านอาจารย์ พลังกดดันเช่นนี้… แข็งแกร่งยิ่ง!!” หนานเหยาตัวสั่นเทา เช่นเดียวหลี่ว์ซือที่หน้าเปลี่ยนสีไปทันที “พลังนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดจะทำได้”
ลู่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “นี่ต้องเป็นราชันกระบี่ร้อยคม ซือตู๋เทียน ที่กำลังสะสมพลังเป็นแน่”
“สะสมพลัง? แข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือ?” หนานเหยาประหลาดใจ
“เขาคงหยิบยืมกำลังของคนพวกนั้น” ลู่เฉินหัวเราะอย่างขมขื่น
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดี?” สีหน้าของหนานเหยาเปลี่ยนสีไปยกใหญ่ ส่วนหลี่ว์ซือก็กังวลเช่นกัน “หากพวกเขาทำลายค่ายกลนั้นได้ พวกเราก็จบเห่แล้วสินะ?”
ทว่าลู่เฉินกลับเหลือบมองพ