นก็มีเปลวเพลิงกระจัดกระจายไปทุกที่ จนแม้แต่ยอดเขาที่อยู่รอบ ๆ ก็พลอยถูกเผาไปด้วย มันจึงดูเหมือนทะเลเพลิงขนาดใหญ่
พวกหนานเหยาไม่เคยคิดฝันถึงเรื่องที่น่าตกใจเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงจ้องมองไปที่ลู่เฉินทันที
ในยามนั้น พลันมีเสียงคำรามดังขึ้นที่ด้านหน้า ก่อนที่จะมีเงาคนพุ่งผ่านกองไฟหนีออกไป
ดังนั้น หลังจากที่เจี่ยลัวเข้าไปตรวจสอบ นอกจากศพไม่กี่ร่าง เขาก็ไม่เห็นคนอื่น ๆ อีกเลย
หนานเหยาที่วิ่งตามมาดูฉงนยิ่งนัก “นี่มัน…”
เจี่ยลัวไม่เอ่ยคำใด แต่หลี่ว์ซือกลับก้าวไปข้างหน้าแล้วพูดว่า “เมื่อครู่น่าจะหนีไปสองสามคน แต่เห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บสาหัส”
ส่วนลู่เฉินก็ตะโกนออกมาจากในเหมืองว่า “ไม่ต้องสนใจพวกเขา!”
หลังจากพูดจบ ชายหนุ่มก็ก้มหน้าทำงานของตัวเองต่อไป ขณะที่หนานเหยาหันไปจ้องลู่เฉินด้วยความสงสัย “นี่เขาเป็นใครกันแน่?!”
อันที่จริงไม่ใช่แค่หนานเหยาเท่านั้นที่สงสัย เพราะแม้แต่เจี่ยลัวและหลี่ว์ซือก็ตกใจกับความน่ากลัวของลู่เฉินเช่นกัน
…
ครึ่งชั่วยามต่อมา บรรดาคนที่ตัวอาบไปด้วยโลหิตก็ปรากฏตัวขึ้นในตำหนักผู้อาวุโส ทำให้คนที่พบเห็นต่างก็ตกใจ
เพราะคนพวกนั้นทั่วกายอาบไปด้วยโลหิต จนแม้แต่ใบหน้าก็แทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร
เยว่เซียวเอ่ยด้วยสีหน้าดูไม่ได้ “เกิดอันใดขึ้น?”
เสียงเย็นชาดังออกมาจากปากคนผู้หนึ่งที่ร่างอาบไปด้วยเลือด “พวกเราถูกหลอก!”
คนที่พูดคือซือตู๋เทียน
สิ้นเสียงนั้น โลหิตสีดำก็พ่นออกมาจากป