ไม่ได้ “บรรพชน แท้จริงแล้วเขาคือใคร? เหตุใดท่านจึงเชื่อมั่นในเขานัก? และยัง… กลุ่มยอดฝีมือที่มายังสำนักเก้าสุขสงบนั่นอีก เห็นได้ชัดว่าติดตามเขามาทั้งนั้น และยังนับถือเขามากยิ่งนัก”
จิ่วโหยวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา “คำถามนี้ รอให้เขามาตอบเจ้าด้วยตัวเองเถิด”
“เหตุใดจึงพูดตอนนี้ไม่ได้?” ปิงหลิวหลีเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าจิ่วโหยวไม่คิดจะเปิดเผยเรื่องของลู่เฉิน
“ไม่ช้าก็เร็ว เจ้าก็จะรู้เอง…” หลังจิ่วโหยวพูดจบ เขาก็ไม่พูดอะไรอีก
ปิงหลิวหลีคิดจะพูดบางอย่าง ทว่ากลับมีเสียงของลู่เฉินดังขึ้นแทรกเสียก่อน
“พวกเจ้ากำลังนินทาข้าอยู่หรือ?”
จิ่วโหยวตกตะลึง และเมื่อได้สติ ตัวเขาก็พลันฉีกยิ้ม “เจ้ากำลังทรมานหญิงสาวผู้นี้เกือบตายเสียแล้ว”
สายตาของปิงหลิวหลีก็พลันหันมองมายังลู่เฉินด้วยแววตาขุ่นเคืองใจ
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “ว่าอย่างไร? พาคนจำนวนมากมายังสำนักเก้าสุขสงบของพวกเจ้าเช่นนี้ ยังไม่พอใจหรือ?”
จิ่วโหยวแสยะยิ้ม “ไม่ใช่ไม่พอใจ แต่นาง นางควบคุมได้ไม่ทั่วถึง”
“เช่นนั้นฝีมือของนางคงยังดีไม่พอ” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังปิงหลิวหลีที่ขุ่นเคืองใจ และเมื่อนางได้ยินคำพูดของลู่เฉิน เจ้าสำนักสาวก็พลันรู้สึกหดหู่ใจ “คนพวกนี้แต่ละคนรับมือไม่ง่ายเลย จะให้ข้าควบคุมง่าย ๆ ได้เช่นไร!”
“ง่ายมาก เพียงแค่อาการบาดเจ็บของเจ้าหาย เพียงเท่านี้ขั้นพลังของเจ้าก็จะกลับมา และสามารถควบคุมพวกเขาได้แล้ว!” ลู่เฉินตอบ
สิ้นประโยคนั