่สนใจอีกฝ่าย คิดวางแผนที่จะรีบไปยังจุดหมายปลายทาง มิฉะนั้นก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่จะพบสองคนนั้นอีก…
แต่หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว นักพรตผู้นั้นก็วิ่งมาหยุดตรงหน้า
ลู่เฉินชำเลืองมองครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสงสัย “มีอันใดหรือ?”
“คุณชาย… ในตัวของท่านมีภูตผีอยู่ตนหนึ่ง!”
“ในตัวของข้ามีภูตผี?” ลู่เฉินไม่คาดคิดว่านักพรตผู้นี้จะสัมผัสได้ถึงหนานเหยาในสร้อยคอ
”ถูกต้อง ภูตผีตัวนี้น่าจะเป็นภูตสาว และนางน่าจะอยู่ในขั้นสร้างรากฐานหรือแม้แต่ขั้นหลอมแก่นแท้!”
ลู่เฉินส่งเสียงอ้อแล้วเอ่ยว่า “ถ้าไม่มีอันใดแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
เดิมทีนักพรตคิดว่าลู่เฉินจะตกใจกลัว แต่หลังจากเห็นเขาสงบลงเช่นนี้ จึงรู้สึกแปลก ๆ “คุณชาย… ท่านไม่อยากกำจัดภูตสาวตนนี้หรือ?”
“กำจัด? เหตุใดต้องกำจัดกันล่ะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนักพรตก็ขมวดคิ้ว “ทะ… ท่านเลี้ยงภูตหรือ?”
“เลี้ยงหรือไม่ แล้วเกี่ยวอันใดกับเจ้า?”
“หน้าที่ของข้าคือปราบภูต ถ้าคุณชายเลี้ยงภูตก็ได้โปรดส่งมันให้ข้าโดยเร็วที่สุด!” นักพรตผู้นี้จู้จี้และพูดด้วยน้ำเสียงชอบธรรม
แต่ลู่เฉินไม่เล่นด้วย เขาเพียงมองด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกล่าววาจาเสียดแทงออกมา “นี่มันไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้าเลย!”
“ถ้าคุณชายยังคงหมกมุ่นอยู่กับมัน ข้าจะลงมือแล้วนะ อย่าหาว่าไม่เตือน” นักพรตเอ่ยเสียงเย็นเยียบ ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาอดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง
บางคนถึงกับชี้มาและพูดว่า “นักพรตผู้คลั่งไคล