งคับให้เข้าร่วม และเมื่อหยดเลือดไปแล้วก็ไม่สามารถหนีออกไปได้ ดังนั้นในช่วงหลายปีมานี้ แม้ต้องการจะเป็นอิสระ พวกเขาก็ไม่กล้ากล่าวหรือกระทำสิ่งใด
ดังนั้นเมื่อมีโอกาส พวกเขาจึงต้องการให้ท่านผู้นำมอบป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์
แต่คนพวกนี้ก็ไม่กล้าพูดอะไรมากนัก ด้วยกลัวว่าผู้นำแห่งสำนักพันสูญจะเกิดโทสะและจัดการกับพวกเขาเสียก่อน
ลู่เฉินที่อยู่อีกด้านหนึ่งเอ่ยว่า “เห็นหรือยัง ทุกคนต่างก็ต้องการเป็นอิสระ ส่วนเจ้า ไม่อยากเป็นอิสระงั้นหรือ?”
“ข้า ข้าต้องการ… แต่มันไร้วิธี!” เขาเอ่ยออกมาด้วยความกังวลใจ
“ขอเพียงเจ้ามอบป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ให้ข้า ข้าก็สามารถปลดปล่อยพวกเขาเป็นอิสระได้!”
“แต่ป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์… ไม่ได้อยู่ที่ข้าแล้ว”
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น “ไม่ได้อยู่ที่เจ้า?”
“ทูตมารเอาไปแล้ว และเขายังฝากข้าให้บอกเจ้าหนึ่งประโยค”
“ฝากคำมาถึงข้า?” ลู่เฉินแปลกใจ ทูตมารผู้นี้มาที่นี่เมื่อไหร่กัน?
“เมื่อครู่นี้ก่อนเจ้ามา ทูตมารได้นำแผ่นป้ายไป และฝากคำมาบอกเจ้าว่า หากคิดมุ่งหมายตำหนักวิญญาณสวรรค์อีก เช่นนั้นก็อย่าหาว่าตำหนักวิญญาณสวรรค์โหดร้ายทารุณต่อเจ้า!”
แม้ลู่เฉินจะไม่สนใจกับการกล่าวคุกคามข่มขู่เช่นนี้ แต่บรรดาคนอื่น ๆ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในสังกัดสำนักพันสูญต่างก็พากันหวาดกลัว “หากไม่มีแผ่นป้ายสวรรค์ เช่นนั้นอิสรภาพคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว?”
“เช่นนี้แล้วพวกเราควรทำอย่างไรดี!”
“เรา พวกเราฝ่าฝืนคำสั