่วนไว้!”
“เจ้าจงเล่าเกี่ยวกับปรมาจารย์ปรุงยาผู้นี้เสียหน่อย”
ฟาเทียนสงสัย “อันใดนะ?”
“สำนักที่นางสร้างขึ้นนั้นมีนามว่าอะไร และตอนนี้นางอยู่ที่ใด?” จู่ ๆ ลู่เฉินก็เกิดความสงสัย เพราะมันก็ผ่านมานานนับแสนปีแล้ว และเขาเองก็ไม่รู้ว่านางกลายเป็นเซียนไปแล้วหรือไม่
ฟาเทียนขานรับทันที แล้วจึงอธิบายว่า “สำนักของพวกเราชื่อว่าสำนักสุญญตา! บรรพชนปรมาจารย์ปรุงยาเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา ซึ่งมันถือเป็นสำนักวิถีพุทธสำนักแรกของมหาทวีปจิ่วโหยว แต่ยุครุ่งเรืองนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน บรรพชนปรมาจารย์ปรุงยาไปเข้าร่วมการประชุมครั้งหนึ่ง ทว่าก็ไม่กลับมาอีกเลย และสำนักสุญญตาของพวกเราก็ค่อย ๆ เหี่ยวเฉาลง จนสุดท้ายก็กลายเป็นเพียงสำนักวิถีพุทธธรรมดา ๆ ในแดนทักษิณา!”
“ประชุม?”
“ใช่ ประมาณเจ็ดถึงแปดหมื่นปีที่แล้ว เรื่องราวโดยละเอียดข้าก็หลงลืมไปบ้างแล้ว”
ลู่เฉินที่ได้ฟังมีท่าทีเคร่งขรึมขึ้นมาทันที “ไม่มีผู้ใดรู้หรือว่าครั้งนั้นเป็นการประชุมอันใด?”
“เรื่องนี้น่าจะต้องไปถามกับผู้อาวุโสในสำนัก แต่เกรงว่าจะค่อนข้างยาก” ฟาเทียนส่ายหัว
“ช่วยข้าเรื่องหนึ่ง”
“ช่วยเรื่องหนึ่ง?” ฟาเทียนสงสัยว่าลู่เฉินหมายความว่าอย่างไร
“ตอนนี้เจ้าจงกลับไปยังสำนักวิถีพุทธของเจ้า สืบหาเกี่ยวกับบรรพชนของเจ้า ถ้าหากได้ข่าวคราวของนาง เจ้าจงนำส่งมายังสำนักเก้าสุขสงบ ตามหาหมอฉินหลินและมอบให้เขา บอกเขาว่าข้าให้เจ้าไปหาเขา!”
“เหตุใดท่านถึงต้องการสืบหา