ลัวพยักหน้าแรง ๆ
แต่โจวกังที่ได้ยินกลับเอ่ยถามอย่างสงสัย “เขา สนใจกลิ่นอายความตายพวกนี้งั้นหรือ?”
“หรือว่าเจ้าดูไม่ออกหรือว่าเขาคืออันใด?” ลู่เฉินกึ่งยิ้ม
โจวกังไม่เข้าใจในสิ่งที่ลู่เฉินพูด เขามองเจี่ยลัวตั้งแต่หัวจรดเท้า และค่อย ๆ ใช้มือบีบเบา ๆ ก่อนจะพบว่าผิวหนังของเจี่ยลัวแข็งมาก มันแข็งราวกับหิน จึงหันไปถามด้วยความสงสัย “นี่ ทำไมถึงแข็งราวกับหินเช่นนี้?”
“ค่อย ๆ สัมผัสลมหายใจของเขาสิ”
โจวกังรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ค่อย ๆ ลองทำตาม จึงพบว่าพลังปราณบนร่างกายของเจี่ยลัวนั้นอ่อนแอมาก แต่กลับมีบางอย่างที่เหมือนกับลมหายใจของซากศพรอบ ๆ นี้ เป็นลมหายใจของซากศพที่เน่าเปื่อยมาเป็นเวลานาน!
“นี่มัน!” เมื่อรู้แล้วโจวกังก็พลันตกตะลึง
ส่วนเจี่ยลัว เขาเพียงแค่ยิ้ม ไม่ได้พูดอันใด ผิดกับโจวกังที่อึ้งไปเสียแล้ว ลู่เฉินที่เห็นเช่นนั้นจึงยิ้มและกล่าวออกมาว่า “ไปเถอะ อย่ามัวเสียเวลาเลย!”
ครั้นพูดจบ ลู่เฉินก็เดินนำทุกคนไปทันที
ส่วนโจวกัง เขายังคงไม่คลายกังวล เอาแต่จ้องเขม่นไปที่เจี่ยลัวตลอดเวลา
ขณะที่ทางฝั่งของเจี่ยลัว เขาไม่ได้สนใจสิ่งใด ยังคงคอยซึบซับกลิ่นอายแห่งความตายบริเวณรอบ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะมันก็เท่ากับการฝึกฝนไปในตัวนั่นเอง!
ฮวาหลิงมู่พยายามกลั้นหายใจเป็นครั้งคราว เพื่อให้ตัวเองหลีกเลี่ยงการสูดดมกลิ่นพวกนี้
ด้วยวิธีเหล่านี้ ทุกคนจึงผ่านไปถึงป่าผืนเล็กแห่งหนึ่ง
ตามทางเดินมักมีกระดูกรวมถึงซากศ