พที่พึ่งเสียชีวิตไม่นาน ทำให้ฮวาหลิงมู่รู้สึกรับไม่ได้ แต่นางก็ทำได้เพียงหลับตาข้างลืมตาข้างเพื่อมองทางเดินด้านหน้า
ส่วนเจี่ยลั่วนั้นดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อเดินไปข้าง ๆ ซากศพเหล่านั้น ที่ทำให้เขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา
และเหมือนว่าลู่เฉินเพิ่งคิดอะไรบางอย่างออก จึงมองไปยังเจี่ยลัว “รอก่อน ข้าจะสอนเคล็ดวิชาหนึ่งให้เจ้า!”
“เคล็ดวิชา?” เจี่ยลัวแปลกใจ
ทว่าลู่เฉินไม่ได้พูดอะไรต่อ ทำเพียงแค่เดินนำทุกคนต่อไปด้านหน้า
จนกระทั่งเดินมาถึงป่าผืนเล็กก็เริ่มมองเห็นภูเขามากมายนับไม่ถ้วน และบนภูเขารอบด้านก็มีดอกไม้มากมาย รวมถึงหญ้าหอมต่าง ๆ
เพียงพริบตาเดียว ราวกับโลกทั้งใบเปลี่ยนไป
“หอม หอมมาก!” ฮวาหลิงมู่เบิกตากว้างและสูดหายใจเข้าเต็มปอด
ส่วนโจวกังกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตัวตลอดเวลา เพราะกลัวว่าจะมีสัตว์ร้ายหรือคนโผล่ออกมา
ลู่เฉินหยิบศิลาวิญญาณออกมาสี่ก้อน และสลักอักขระยันต์บางอย่างลงไป จากนั้นจึงส่งให้โจวกัง ฮวาหลิงมู่ และเจี่ยลัวคนละก้อน รวมทั้งใช้กับตัวเองหนึ่งก้อน
สามคนนั้นต่างก็แปลกใจว่ามันคือสิ่งใด
“นี่คืออักขระยันต์เสียง ภายในระยะสามสิบกว่าลี้ เพียงแค่ใส่พลังปราณและพูด อีกสามคนก็จะสามารถได้ยินได้!” ลู่เฉินรีบส่งให้พวกเขาทันที เพื่อป้องกันการเดินพลัดหลงหรือเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น
ซึ่งทั้งสามก็ได้หยิบศิลาวิญญาณนี้มา ขณะที่สีหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัย
โดยเฉพาะโจวกังที่ประหลาดใ