จจนต้องเอ่ยถาม “เหตุใดทุกครั้งเจ้ามักจะสลักอักขระยันต์บนศิลาวิญญาณ แล้วทำไมศิลาวิญญาณนั้นถึงแตกต่างกันออกไปได้?”
“อักขระยันต์ เดิมทีเป็นศาสตร์การชักนำพลังชนิดหนึ่งที่มีความลึกลับมาก” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังโจวกัง
“ข้ารู้ แต่ว่าทั่วทั้งแดนทักษิณา ตัวตนที่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้ ข้าคิดว่าคงมีไม่เกินท่านคนเดียวเป็นแน่!”
“ไม่รู้ แต่ว่านี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ”
ฮวาหลิงมู่แปลกใจ “พี่ใหญ่ประหลาด ตอนนี้เรากำลังจะไปที่ใดกัน?”
“ทุก ๆ แดนวิญญาณจะมีพื้นที่อยู่อาศัย และพื้นที่อยู่อาศัยเหล่านั้นจะไม่สามารถใช้พลังปราณได้ ดังนั้นสถานที่นั้นจึงปลอดภัย เพราะฉะนั้นที่นั่นจึงเป็นที่แลกเปลี่ยนข่าวสารและนัดพบกันได้ง่ายที่สุด”
ฮวาหลิงมู่ไม่เข้าใจ แต่โจวกังกลับเอ่ยอย่างตื่นเต้น “พื้นที่อยู่อาศัยหรือ? เช่นนั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ!”
เมื่อลู่เฉินเห็นท่าทางขี้ขลาดของโจวกัง เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงติดตลกขึ้นมา “ข้าขอมอบหมายหน้าที่ให้เจ้าหนึ่งอย่าง!”
“หน้าที่ใดกัน?”
“ในแดนวิญญาณแห่งนี้ ช่วยข้าค้นหาผู้ที่มีรากวิญญาณขั้นสร้างรากฐานหนึ่งดาวถึงเก้าดาวอย่างละเอียด และจดบันทึกมาด้วย”
โจวกังมีสีหน้าเปลี่ยนไป “สามารถมาที่นี่ได้ ส่วนมากต้องเป็นผู้ฝึกตน แทบทุกคนล้วนมีรากวิญญาณ ท่านจะให้ข้าหาคนพวกนี้ เช่นนั้นข้าคงต้องไปยืนยันกับทุกคนงั้นหรือ?”
“ข้าบอกแล้วว่าให้ค้นหาเฉพาะผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน!”
โจวกังตอบกลับ “ขั้นสร้างรากฐานก็มีมาก