ลงของตู๋ซานชิงดี ดังนั้นเขาจึงเป็นกังวลขึ้นมา
ลู่เฉินที่ได้ยินพลันหยุดเดินกะทันหัน และหันมายิ้มพร้อมเอ่ยว่า “ข้าชอบกินแมลงย่างมากที่สุด!”
ว่าแล้วลู่เฉินก็หยิบศิลาวิญญาณออกมา และแกะสลักอักขระยันต์แปลก ๆ ไว้ด้านบน จากนั้นจึงวางลงบนพื้น
อึดใจถัดมา ศิลาวิญญาณนี้ก็สว่างวาบ
เมื่อเห็นแล้วโจวกังจึงสงสัยขึ้นมา “นี่คืออันใด?”
“ก็อย่างที่เห็น” ลู่เฉินคลี่ยิ้ม
ฮวาหลิงมู่และเจี่ยลัวนั้นรู้สึกสงสัย ส่วนต้นไม้วิญญาณที่แก่ชรารู้ถึงตัวตนของลู่เฉินดี ดังนั้นจึงไม่กังวลใด ๆ และยังคงพักผ่อนอย่างสบายใจด้วย
ตู๋ซานชิงที่อยู่ห่างออกไปนั้นสงสัยกับท่าทีของอีกฝ่ายขึ้นมา “ทำไมเขาถึงไม่เดินต่อ?”
“หรือว่าเขาจะรู้ตัวเรื่องแมลงแล้ว?” จางเชียนถามขึ้นมาอย่างแปลกใจ
ทว่าตู๋ซานชิงกลับรู้สึกว่าน่าขันนัก “แมลงของข้า เขานึกอยากจะจับก็จับได้งั้นหรือ?”
ทว่าเมื่อกล่าวจบ ภายใต้ศิลาวิญญาณของลู่เฉินนั้น จู่ ๆ ก็ปรากฏแมลงที่คล้ายตะขาบกองหนึ่งออกมา ก่อนที่พวกมันจะเริ่มกัดกินศิลาวิญญาณทันที
จากนั้นตู๋ซานชิงก็ได้เห็นภาพที่ทำให้ตัวเองถึงกับอึ้ง
พวกเขาเห็นลู่เฉินหยิบแมลงเหล่านี้ขึ้นมา ใช้ไฟเผาจนเกรียม จากนั้นจึงโยนเข้าปากแล้วเคี้ยว “อืม หอมมาก!”
ตู๋ซานชิงที่เห็นดังนั้นก็พลันโมโหจนยืนดูต่อไปไม่ไหว เขาทรุดลงไปกับพื้น สมองหนักอึ้งขึ้นมาทันที “แมลง… แมลงของข้า!”
ส่วนจางเชียน แม้ไม่ได้เป็นเจ้าของแมลง ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ทำให้เขากระทื