พราะว่าอยู่ในเมืองไม่สามารถลงมือได้ละก็ ตอนนี้ ข้าคงเอาพวกเจ้าไปนอนอยู่ในค่ายกล และทิ้งให้นอนตายอยู่ในนั้นไปแล้ว!”
“ท่าน!” ตู๋ซานชิงโมโหจนแทบกระอักเลือด
ส่วนจางเชียน ตอนนี้เขากำลังรู้สึกคล้ายจะเป็นลมวิงเวียนศีรษะ
โจวกังนั้นยิ้มพลางมองไปยังลู่เฉินแล้วเอ่ยว่า “พวกเราไปกันเถอะ!”
ลู่เฉินพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินออกไป ส่วนหนานเหยาที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น นางยิ้มพลางเอ่ยออกมาว่า “ชายผู้นี้พอทำตัวประจบสอพลอขึ้นมา เขาก็ใจดำกว่าท่านเป็นกองเลย!”
“อย่าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับเขา!” ลู่เฉินเหลือบมองก่อนจะไม่ใส่ใจอีก
จางเชียนที่อยู่อีกด้านหนึ่งโกรธจนตัวสั่น “พี่ตู๋ ท่าน ท่านดูสิ ท่านเชิญใครมา!”
ตู๋ซานชิงกัดฟันกรอด “ตามพวกเขาไป!”
“ตามพวกเขาไปทำไมกัน?” จางเชียนยังคงไม่เข้าใจ
“เจ้าดูให้ดี ผู้คนกลุ่มใหญ่นี้ดูเหมือนว่ากำลังจะออกจากเมือง!”
เมื่อจางเชียนเห็นแล้วก็แสดงสีหน้าสงสัยออกมา “ท่านจะบอกว่า เจ้าหนูผู้นี้คิดจะออกจากเมืองงั้นหรือ?”
“ใช่!”
จางเชียนพลันรู้สึกพึงพอใจขึ้นมา แต่เมื่อคิดถึงโจวกังแล้ว คิ้วทั้งสองกลับขมวดเข้าหากัน “แต่ว่าโจวกังกับเด็กนั่นไปด้วยกัน ถ้าหากพวกเราคิดลงมือ เกรงว่ามันจะไม่ง่ายขนาดนั้น”
“เราต้องหาโอกาส!” ตู๋ซานชิงไม่สนใจสิ่งอื่นมากนัก เมื่อพูดกับจางเชียนจบก็แอบตามพวกเขาไปอย่างเงียบ ๆ
จางเชียนเองก็ติดตามเขาไปด้วยเช่นกัน
ขณะนั้นภายในจวนเจ้าเมือง เมื่อว่านจินทราบข่าวว่าลู่เฉินได้พาคนออกไป