าเขาจะทำสำเร็จหรือไม่?” จางเชียนเริ่มกังวลหลังจากเห็นโจวกังเข้าไปได้สักพัก
ส่วนตู๋ซานชิงนั้นเอ่ยอย่างมั่นใจว่า “ไม่ต้องกังวล เขาร้ายกาจมาก ต้องทำได้แน่นอน!”
เมื่อเวลาผ่านไป จางเชียนก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็จำใจต้องรอ
ส่วนลู่เฉินนั้นยังคงนอนอยู่บนหลังคา
หนานเหยามองไปที่คนทั้งคู่ซึ่งอยู่นอกค่ายกล รวมทั้งหันมามองโจวกังที่ยืนอึ้งอยู่มุมหนึ่งของคฤหาสน์ จากนั้นนางก็เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “ผู้ชายคนนั้น เหตุใดเขาถึงยืนอึ้งอยู่ที่เดิม?”
“ถ้าเจ้าไปที่นั่น เจ้าก็จะยืนอึ้งเช่นกัน”
หนานเหยาไม่เชื่อ นางจึงลองกระโดดเข้าไป
แน่นอนว่าหลังจากที่หนานเหยาไปถึง นางก็บุกเข้าไปในม่านหมอกหนา จากนั้นก็ไม่สามารถออกไปไหนได้เลย ทำได้เพียงตะโกนบอกลู่เฉินว่า “เร็ว! รีบพาข้าออกไปเร็ว!”
”จะดีหรือ? ข้าคิดว่าที่นั่นเหมาะกับเจ้าทีเดียวนะ” ลู่เฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
หนานเหยากำลังจะเป็นบ้า นางจึงรีบอ้อนวอนขอความเมตตา “ข้าผิดไปแล้ว ไม่ได้หรือ?”
”ผิดอันใด?”
“ข้าไม่ควรสงสัยความสามารถของเจ้า!” หนานเหยารู้สึกเสียใจ
ลู่เฉินส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นก็พานางออกมา
เมื่อหนานเหยาเห็นโจวกังที่กำลังงุนงง นางก็เอ่ยอย่างรู้สึกเขินอายว่า “น่ากลัว น่ากลัวเกินไปแล้ว!”
“จากนี้ไป อย่าสงสัยข้าอีก ไม่เช่นนั้นคราวหน้าเจ้าอาจจะไม่โชคดีแบบนี้”
“เข้าใจแล้ว คุณชายลู่! นายน้อยลู่!” หนานเหยาเอ่ยอย่างหงุดหงิด
จากนั้นลู่เฉินก็ค่อย ๆ หลับตาลงเพื่อ