เหยียนลั่วพูดอย่างเย็นชา
หลังได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของจางเชียนถึงกับดูย่ำแย่ “เจ้า… เจ้าคิดจะทำอะไร”
“เก็บแมลงซะ! มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!” หงเหยียนลั่วเอ่ยซ้ำ
ทว่าจางเชียนกลับปลุกเร้าตู๋ซานชิงให้ทำใจดีสู้เสือ “พวก… พวกเราอย่าสนใจนางเลย”
ตู๋ซานชิงย่อมอยากพนันกันสักตั้ง ดังนั้นเขาจึงพูดกับหงเหยียนลั่วว่า “ข้าจะไม่เก็บ!”
“ได้ หยิ่งทะนงดี!”
แต่ยามที่หงเหยียนลั่วกำลังจะลงมือ ประตูก็พลันเปิดออก
หงเหยียนลั่วและคนอื่น ๆ ต่างพากันมองไปที่ประตูทันที
เห็นเพียงลู่เฉินเดินออกมาโดยไม่เป็นอันใดและยิ้มให้ทั้งสี่คน “พวกเจ้าคุยกันต่อเลย!”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็นั่งอยู่บนขั้นบันไดหน้าประตูและมองไปที่ทั้งสี่คนด้วยรอยยิ้ม
หงเหยียนลั่วพลันฉงน “เจ้าไม่เป็นอันใด?”
ดวงตาของจางเชียนเบิกกว้างยิ่งขึ้น “แมลงเหล่านั้นเล่า?”
ไม่ใช่แค่จางเชียนเท่านั้น แต่ตู๋ซานชิงเองก็พยายามที่จะสัมผัสหาแมลงของตัวเอง แต่เขาพบว่าอยู่ ๆ ก็ขาดการเชื่อมโยงไป จึงตกใจมากจนพูดกับลู่เฉินอย่างโกรธ ๆ ว่า “แมลงของข้าเล่า?”
”แมลง? ข้าเผามันด้วยไฟแล้ว! และรสชาติก็อร่อยมาก!”
ลู่เฉินพูดไปพลางหยิบแมลงบางตัวที่ถูกไฟแผดเผาออกมาจากถุงใส่เข้าปากแล้วเคี้ยว
กร้วม ๆ….
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ตู๋ซานชิงก็แทบจะเป็นบ้า “เจ้า… เจ้ากินแมลงของข้าหรือ?”
“แมลงเหล่านี้เป็นของเจ้าหรือ?” ลู่เฉินมองเขาด้วยรอยยิ้ม
ส่วนตู๋ซานชิงก็เอ่ยอย่างกระวนกระวาย “ไร้สาระ!”
”ขอโ