้าไม่ไว้หน้าเจ้าแน่ ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหน!” หงเหยียนลั่วตะโกนลั่น ก่อนจะมีคนเข้ามานำตัวจางเชียนออกไปจากหอราตรีหอมทันที
ขณะนั้นจางเชียนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อถูกหามออกมา เขามองไปยังลู่เฉินด้วยความเคียดแค้น รู้สึกโมโหจนอยากจะฉีกลู่เฉินออกเป็นชิ้น ๆ
ส่วนลู่เฉิน ชายหนุ่มเองก็มองไปยังอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “ค่อย ๆ เดินล่ะ”
เมื่อจางเชียนได้ยินเช่นนั้น ไฟโทสะของเขาก็พุ่งทะยานล้ำฟ้าจนแทบจะกระอักโลหิตออกมา เขาอยากจะเข้าไปซัดหน้าของลู่เฉินซักหมัด ทว่าเพราะสถานการณ์ในตอนนี้ เถ้าแก่หอสมบัติสวรรค์จึงได้แต่ยอมถอยออกไปแต่โดยดี
หงเหยียนลั่วมองไปยังลู่เฉินที่อยู่เพียงขั้นกลั่นลมปราณก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “ที่นี่ถูกจัดวางค่ายกลป้องกัน แต่เหตุใดเสียงจึงยังกระจายออกไปภายนอก?”
“เจ้าสงสัยข้า?”
“ที่นี่นอกจากเจ้าแล้ว คิดว่าคงไม่มีผู้ใดต้องการให้เสียงกระจายออกไปภายนอกอีก!” หงเหยียนลั่วมองลู่เฉินตาไม่กะพริบ
จริงจังขนาดนั้นเชียวหรือ?
แต่ลู่เฉินไม่ได้รู้สึกกลัว เขากลับเผยยิ้มออกมา “ก็แค่ค่ายกลง่าย ๆ ข้าย่อมสามารถทำลายได้อยู่แล้ว!”
“ค่ายกลชนิดนี้มีเพียงผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิด หรือไม่ก็ปรมาจารย์ค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ทว่าพวกเขาก็จำต้องใช้เวลาไม่น้อย แต่เจ้ากลับ…” หงเหยียนลั่วไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นจึงพบความผิดปกติบางอย่างในทันที
ลู่เฉินไม่กังวลแม้แต่น้อย เขายิ้มพลางจ้องมองไปยังนาง “เจ้าจะคิดว่าข้าเ