ป็นยอดฝีมือคนหนึ่งก็ได้”
ทว่าหงเหยียนลั่วกลับส่ายหัว “จะพูดว่าเจ้าเป็นยอดฝีมือ สู้พูดว่าเจ้าใช้ศาสตราวิญญาณบางอย่างน่าจะดีกว่า”
“ศาสตราวิญญาณ?” ลู่เฉินนึกขำ ทว่าหงเหยียนลั่วก็ยังคงพูดต่อ “ใช่ มีเพียงแค่ใช้ศาสตราวิญญาณจึงจะสามารถทำลายได้ มิเช่นนั้นเพียงแค่ขั้นกลั่นลมปราณ ย่อมไม่สามารถทำลายค่ายกลนี้ได้!”
“ไม่ว่าจะเป็นศาสตราวิญญาณก็ดี หรือว่าวิชาของข้าเองก็ดี แต่ว่าทั้งหมดนี้มันไม่สำคัญ”
“หมายความเช่นไร?”
“จุดประสงค์ของข้าก็เพื่อจะได้พบเจ้า”
หงเหยียนลั่วมองลู่เฉินด้วยสายตาสงสัย “พบข้า?”
“ใช่!”
“เพราะเหตุใด?” นางมองลู่เฉินด้วยความไม่เข้าใจ รู้สึกว่าลู่เฉินไม่ได้มาดี แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มให้นาง “ข้าอยากได้หอนางโลมของพวกเจ้า แล้วเป็นเถ้าแก่ของพวกเจ้า!”
ครั้นหงเหยียนลั่วได้ฟังเช่นนั้น จากใบหน้าตึงเครียดก็แปรเปลี่ยนเป็นเผยรอยยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มนี้… แฝงไปด้วยการเสียดสี “หนุ่มน้อย ไม่ใช่ว่าข้าดูถูกเจ้า แต่เจ้ามองดูตัวเองหรือยังว่าตนเองอยู่ในขั้นบ่มเพาะใด?!”
“สิ่งนี้มันเกี่ยวข้องกับการฝึกฝนบ่มเพาะด้วยหรือ?”
“หากแม้แต่การฝึกฝนบ่มเพาะยังเทียบไม่ได้กับข้า เจ้าคิดว่ามีวิธีที่จะทำให้ข้ายอมรับหรือ?” หงเหยียนลั่วรู้สึกว่าลู่เฉินดูโง่เขลานัก
ลู่เฉินอยากพูดอะไรบางอย่าง… แต่หงเหยียนลั่วกลับหันไปตะโกนเรียกคนด้านนอก “เข้ามา! ส่งคุณชายผู้นี้ออกไป”
อึดใจถัดมา ผู้คุ้มกันหญิงกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามา
ลู่เฉินลุกข