้ข้าก็จะรู้ได้” ลู่เฉินกำชับ
เจี่ยลัวขานรับอีกครั้ง
จากนั้นลู่เฉินจึงเดินกลับเข้าไปยังคฤหาสน์
ขณะนั้น พวกผู้หญิงกำลังช่วยกันทำความสะอาดจัดแจงที่ทางภายใน
ไม่เพียงเท่านั้น ตอนเช้าพวกนางยังซื้อข้าวของเข้ามามากมาย และทำอาหารเช้ามื้อใหญ่อีกด้วย
หลังจากลู่เฉินทานอย่างลวก ๆ ไปไม่กี่คำ เขาก็หันไปพูดกับฮวาหลิงมู่ “ข้าต้องออกเดินทาง และหากพวกเจ้าไม่ได้รับอนุญาต ห้ามออกจากที่นี่เป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่?”
ทุกคนต่างก็พยักหน้ารับ
ทว่าก่อนออกไป ลู่เฉินยังคงรู้สึกไม่ไว้วางใจฮวาหลิงมู่นัก “ตั้งใจฝึกวิชาคุมจิตวิญญาณ ถ้าเจ้าไปถึงขั้นสอง ข้ามีของล้ำค่าจะมอบให้!”
“จริงหรือ?” ฮวาหลิงมู่รู้สึกมีแรงจูงใจขึ้นมา
“อืม!” หลังลู่เฉินตอบรับ ฮวาหลิงมู่ก็รีบกลับไปฝึกวิชาทันที
ลู่เฉินที่เห็นดังนั้นพลันยิ้มมุมปากและออกจากคฤหาสน์ไป แต่ก่อนจะออกไปนั้น ชายหนุ่มก็ได้หยิบกระบี่ไม้ซึ่งเสียบอยู่ด้านหลังออกมาแล้วปักไว้ในสวน ก่อนจะเพ่งมองไปยังมันแล้วเอ่ยว่า “ที่นี่มีค่ายกลปกคลุม คนนอกไม่สามารถเข้ามาได้ ส่วนเจ้าก็อยู่ที่นี่ คอยดูพวกนาง อย่าให้พวกนางออกไปด้านนอก!”
“ขอรับ!” ต้นไม้วิญญาณที่แก่ชราขานรับ
ลู่เฉินที่รู้สึกวางใจแล้วจึงออกเดินทางทันที
จนกระทั่งเดินออกมาได้อีกระยะ จู่ ๆ เสียงของหนานเหยาก็ดังขึ้นมา “กระบี่นั่นมีที่มาอย่างไร? เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่ามันดูไม่ธรรมดาเลย”
“พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ”
เมื่อหนานเหยาเห็นว่าลู่เฉินไม่คิ