มีประชากรจำนวนมากราวสิบล้านคน เทียบไม่ได้กับเมืองเฟิงเฉิงที่มีประชากรเพียงหลักแสนคนเท่านั้น
ขณะเดียวกัน หากมองในแง่ขนาดของเมืองแล้ว เมืองจวนสวรรค์ก็นับว่าใหญ่กว่ามาก โดยเฉพาะกำแพงเมืองที่มองขึ้นไปแล้วสูงประมาณอาคารสิบชั้น และแต่ละชั้นกำแพงก็ยังมีคนเดินตรวจตราอยู่ตลอด
ไม่เพียงเท่านั้น เหนือท้องฟ้าบริเวณเมืองขึ้นไปยังมีแนวกั้นเป็นค่ายกลคอยป้องกันไม่ให้ผู้ใดบินขึ้นไปได้ แม้แต่นกสักตัวก็ไม่อาจบินฝ่าเข้าไปได้ มิฉะนั้นผู้บุกรุกอาจจะถูกเปลวไฟจากค่ายกลโจมตีจนเผาไหม้
นอกจากนี้ การเข้าเมืองยังมีกฎที่เข้มงวด ต้องผ่านการตรวจยืนยันก่อนว่าไม่เคยทำผิดใด ๆ จากนั้นจึงสามารถลงชื่อ และได้รับป้ายชื่อประจำตัวของเมืองจวนสวรรค์ไป
กว่าพวกเขาจะเข้าเมืองได้ เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว
แต่ถึงจะเป็นช่วงเวลาค่ำ ภายในเมืองจวนสวรรค์ก็ยังคึกคักจอแจ โดยเฉพาะตามถนนและตรอกซอยเล็ก ๆ ที่มีผู้คนจำนวนมาก รวมถึงในร้านค้าต่าง ๆ ก็เช่นกัน
แม้แต่ทหารชุดเกราะขาวก็ยังคอยเดินตรวจตราอยู่ทุกพื้นที่
เมื่อมองไปแล้ว ชุดเกราะเหล่านี้ยังแผ่ไอปราณอ่อน ๆ ออกมาด้วย
“เมืองจวนสวรรค์นี้ พื้นที่ก็ไม่เล็ก แม้แต่ทหารยามยังติดศาสตราวิญญาณครบชุด” เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ลู่เฉินจึงยิ้มออกมา ส่วนฮวาหลิงมู่และเหล่าสตรี หลังได้ยินเช่นนั้น พวกเขาต่างก็อุทานด้วยความตกตะลึงว่า “บ้าไปแล้ว”
เมื่อมองไปตามร้านค้าบนทางเท้า พวกเขาก็ดูราวกับคนบ้านนอกเข้าเม