้ไม่ใช่ว่าเก็บตัวบ่มเพาะหรอกหรือ? ไฉนจึงมาปรากฏกายที่นี่ได้?” ซือตู๋เทียนพึมพำเสียงเบา
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ซือตู๋เทียนจึงหันไปมองลู่เฉินด้วยความสงสัย จากนั้นก็หันมองปิงหลิวหลีพร้อมเอ่ยออกมา “ดูเหมือนว่าเขาจะสำคัญกับท่านมาก”
“แน่นอนอยู่แล้ว! เขาเป็นถึงบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเก้าสุขสงบของข้า ข้าก็ควรให้ความสำคัญกับเขามิใช่หรือ?” ปิงหลิวหลีเพียงแค่หาข้ออ้างตอบกลับไปเท่านั้น
เมื่อได้ยินว่าเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเก้าสุขสงบ สือเซียวก็ปั้นหน้าไม่ถูก แต่ซือตู๋เทียนกลับตอบด้วยแววตาเย็นชา “บุตรศักดิ์สิทธิ์?”
“ใช่”
“งานประลองสิบสำนักอีกครึ่งปีข้างหน้า พวกท่านจะไม่เข้าร่วมกันหรือ?” ซือตู๋เทียนเอ่ยถามอย่างสงสัย แต่ปิงหลิวหลีเพียงแค่ยิ้ม “ไม่ได้เข้าร่วมมานับพันปีแล้ว ทว่าครั้งนี้… เห็นทีพวกข้าคงต้องไปร่วมสนุกด้วยเสียหน่อย”
เมื่อซือตู๋เทียนได้ฟังก็คลายยิ้มเย็นชาออกมา “เมื่อถึงเวลานั้น อย่าพ่ายแพ้จนอับอายก็แล้วกัน”
“แต่ถ้าพวกเจ้าสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้จนอับอายแทนเล่า?” ปิงหลิวหลียิ้มอย่างมีเลศนัย
ซือตู๋เทียนไม่ตอบอะไร เพียงแสดงสีหน้าเคร่งขรึมออกมา
“สรุปเจ้าจะเอาเช่นไร? อยากสู้หรือไม่?” ปิงหลิวหลีจงใจเอ่ยถาม แต่ซือตู๋เทียนไม่คิดจะเป็นคู่ต่อสู้กับปิงหลิวหลีอยู่แล้ว เพราะระดับขั้นของอีกฝ่ายสูงกว่ามากนัก!
ดังนั้นซือตู๋เทียนจึงเพียงแค่จับสือเซียวขึ้นมา “แล้วพบกันตอนงานประลองสิบสำนัก